ข้อมูลส่วนตัว

pleng.utako

Author:pleng.utako
ครั้งหนึ่งท่านเคยบอกว่าข้าเย็นชาเหมือนจันทรายามอรุณ
ข้าคร่ำครวญปวดร้าวทรมาณจนวิญญาณออกจากร่างควะคว้างกลางเวหา

Trackbacks ล่าสุด

10,000 อักษร จิเน็นยูริ

มีบางที่ที่แปลผิดตอนที่โพสลงทวิตเตอร์ ตอนนี้แก้ไขแล้วนะคะ



sGWw6DmQ.jpg

XtuDpua_.jpg
credit: MoMozzz32

ความฝันคือในอนาคตจะเข้าบริษัทจอนนี่

ตอนเด็ก จิเน็นเป็นเด็กแบบไหน?

“อืม ไม่ได้เป็นเด็กขี้อายหรือกลัวคนเลยแม้แต่นิดเดียวครับ”

อย่างนั้นเหรอ?

“สมัยเด็กคุณพ่อกับคุณแม่ท่านเปิดห้องเรียนสำหรับสอนยิมนาสติก พี่สาวที่อายุมากกว่าผมสองปีก็เรียนยิมนาสติกที่นั่น ส่วนผมนั้นยังเด็ก จะทิ้งให้อยู่เฝ้าบ้านคนเดียวก็ไม่ได้ ผมเลยต้องไปอยู่รอที่ห้องเรียนยิมนาสติกจนกว่าจะถึงเวลาปิดทำการ ช่วงที่นั่งรอนั้นผมก็คุยกับพวกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ก็เลยไม่ค่อยจะอายคนเท่าไรละนะ?

ไม่คิดจะเล่นยิมนาสติกบ้างเหรอ?

“นั่นสินะ ทำไมถึงไม่คิดจะเล่นบ้างนะ แล้วผมยังเริ่มเรียนเต้นตั้งแต่อายุสามขวบและเริ่มจะติดใจการเต้นมากขึ้นเรื่อยๆด้วย”

สาเหตุที่เริ่มเรียนเต้นคืออะไร?
“ผมก็จำไม่ได้ละเอียดมากนัก แต่คิดว่าเพราะว่าแม่เป็นคนพาไป ในตอนแรกผมจับจังหวะทำให้เต้นผิดทางกับคนอื่น จำได้ว่าตอนนั้นรู้สึกว่ามัน “ยากนะ”

แต่ว่าก็ยังทำต่อสินะ
“การที่เราสามารถทำเรื่องที่เราเคยทำไมได้ทีละอย่างนั้นเป็นเรื่องน่าสนุกใช่มั้ยล่ะครับ พอเริ่มปีที่สองผมก็เป็นคนไปบอกพ่อกับแม่เองว่า “อยากจะลงเรียนเพิ่มอีกคอร์ส””

ถ้าอย่างนั้นเริ่มสนใจบริษัทจอนนี่ตั้งแต่อายุเท่าไร?
“กี่ขวบกันนะ!? ในตอนแรกพี่สาวกับคุณแม่เขาชอบ ซากุไรคุง ทำให้ได้รับอิทธิพลมาจากพวกเขาล่ะนะ ผมเองก็เริ่มมาสนใจในช่วงประมาณกลางอนุบาล และมีความฝันว่าอนาคตอยากจะเข้าบริษัทจอนนี่ พอดีกับที่วงอาราชิเดบิวพอดี ผมคิดว่าพวกเขาเท่มากเลย ผมก็เลยฟังเพลงของอาราชิเป็นประจำ”

จิเน็นคุงนี่ขึ้นชื่อมากเลยนะว่าชอบโอโนะคุง
“ช่วงประมาณป.1หรือ ป.2 ผมไปดูไลฟ์ของอาราชิ ภาพของโอโนะคุงที่เห็นในทีวีนี่ พูดไปนี่อาจจะเป็นเรื่องเสียมารยาทแต่ว่า เขาดูเป็นคนที่ไม่สนใจอะไร แต่ว่าพอเห็นเขาเต้นบนเวทีแล้วรู้สึกว่าบรรยากาศมันแตกต่างออกไปเลย ทั้งเต้นสวยแล้วก็ดูดีมาก “ผมเอง” ก็อยากยืนบนเวทีนั้นแล้วก็ทำให้คนที่เห็นต้องตกใจแบบนั้นบ้าง

ถ้างั้นก็มาเข้าออดิชั่นที่บริษัทจอนนี่ด้วยความตั้งใจของตัวเองสินะ

“ใช่ครับ น่าจะตอนประมาณจะเรียนจบประถมสาม ก็ส่งประวัติไปที่บริษัท คุณแม่ก็สนใจแล้วก็บอกว่า “อืม งั้นส่งไปกันเถอะ”

ความรู้สึกเป็นยังไงบ้าง
ช่วงประมาณจะขึ้นประถมสี่ ก็มีการติดต่อมาก่อนวันที่จะทำการออดิชั่น ผมดีใจมากๆเลยนะ ตอนนั้นคิดว่า “ติดต่อมาแล้ว!” อะไรประมาณนี้เลย

ออดิชั่นเป็นยังไงบ้าง
“ผมอยู่ที่ชิสึโอกะ ก็เลยนั่งรถไฟชินกังเซ็นมากับคุณแม่ที่โตเกียว แน่นอนว่าตื่นเต้นมากๆ ว่าจากนี้ต่อไปการเต้นของตัวเองจะได้รับประเมินจากคนอืน แต่ผมก็ไม่ได้คิดว่าจะผ่านหรือตกรอบมากเท่าไร แต่เพราะตัวเองเรียนเต้นมาตั้งแต่สามขวบทำให้ผมมาเข้าร่วมออดิชั่นด้วยความคิดที่ไม่อยากจะแพ้คนที่มาเข้าร่วมออดิชั่นคนอื่น”

หลังจากที่ออดิชั่นเสร็จแล้วก็ได้เข้าร่วมออดิชั่นภาพยนตร์เรื่อง “นินจาฮัตโตริ”ด้วยใช่มั้ย?
“จู่ๆคุณจอนนี่ก็บอกว่า “ไม่สนใจเข้าร่วมออดิชั่นเหรอ ลองถามคุณแม่ดูสิว่าไปได้มั้ย” แต่ผมเข้าบริษัทมาเพราะอยากจะเต้น แล้วก็คิดว่ายังไงก็เล่นหนังไม่ได้หรอก ผมก็งอแงกับคุณแม่ว่า “นี่กลับกันเถอะนะ ผมง่วงแล้วน้า กลับเถอะ” แต่พอบอกว่า “จะซื้อเกมส์ให้ถ้าไปเข้าออดิชั่น” ผมก็เลยบอกว่า “งั้นไปก็ได้” (ฮ่าๆ)

ฮ่าๆ
“ที่ผ่านออดิชั่นภาพยนตร์เรื่องนี้รู้สึกเหมือนเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว (ฮ่าๆ) น่าประหลาดนะครับ ถ้าไม่ได้มาเข้าออดิชั่นผมก็อาจจะไม่มีโอกาสมายืนอยู่ตรงนี้ก็ได้”

ตอนที่ถ่ายทำภาพยนตร์เป็นอย่างไรบ้าง?
ระหว่างถ่ายทำ ผมใช้ชีวิตในโรงแรมที่โตเกียวอยู่ประมาณเดือนครึ่ง ตอนที่ให้สัมภาษณ์ในเบื้องหลังการถ่ายทำ ผมบอกว่า “สนุกมาก ไม่เหงาเลยสักนิดเดียว” ทำเป็นเข้มแข็งล่ะแต่ที่จริงแล้วผมเหงา มีบางทีที่ร่างกายเพลียจนจะไม่สบายคุณแม่ก็รีบมาดูแลทันที ทำให้ผมสบายใจ และช่วยเป็นกำลังใจได้มาก

ยาบุคุงที่นั่งข้างๆมาเล่นตบเข่ากับผม


หลังจากนั้นรู้สึกว่าการทำงานในฐานะจอนนี่จูเนียร์ก็เข้ามามากขึ้นใช่มั้ย?

ผมยังอยู่ที่ชิสึโอกะก็เลยจะถูกเรียกมาเฉพาะเวลาถ่ายแบบและสัมภาษณ์ลงนิตยสาร ดังนั้นในตอนแรกผมเลยไม่ได้ไปเต้นเป็นแบ็คให้กับรุ่นพี่เหมือนกับเด็กในค่ายคนอื่น

เป็นแบบนี้เอง
เพราะนานๆทีจะถูกเรียกมาถ่ายแบบและสัมภาษณ์ ทำให้ผมยังไม่มีเพื่อนเลยสักคน แล้วก็ตื่นเต้นมาก ผมจะนั่งบนเก้าอี้เงียบๆรอจนกว่าตากล้องจะเรียกชื่อผม พอถูกเรียกผมก็จะรีบยืนขึ้นอย่างรวดเร็ว พอถ่ายเสร็จก็กลับมานั่งที่เดิมอะไรประมาณนี้ ทั้งที่ทุกคนเขาสนิทกันแล้วก็คุยกันอย่างสนุกสนานบ้างล่ะ หรือนั่งเล่นเกมส์รอกันบ้างล่ะ

อยากให้ใครสักคนเข้ามาคุยด้วยมั้ย
ตรงกันข้ามครับ ผมดันตื่นเต้นทำให้รู้สึกว่าอย่ามาชวนคุยเลยนะ (หัวเราะ) จำได้ว่าสัมภาษณ์และถ่ายแบบกับยาบุคงบ่อยแต่ก็ไม่เคยคุยกัน ยาบุคุงที่นั่งข้างๆก็เอามือตบที่เข่าผม ผมก็ทำแบบนั้นกับยาบุคุงเหมือนกัน การที่ยาบุคุงทำแบบนี้ทำให้รู้สึกสนิทสนมกันเรื่อยๆ

พอเข้ามาเป็นจูเนียร์ ก็ได้เจอกับโอโนะคุงที่ปลื้มแล้วใช่มั้ย?
ตอนที่มาโตเกียวเพราะเขาเรียกมาถ่ายแบบพอดีว่าได้ไปถ่ายที่สตูดิโอเดียวกับมัตสึโมโตะคุงพอดี ผมก็เลยเข้าไปทักแล้วก็บอกว่า “ผมชอบอาราชิครับ” มัตสึโมโตะคุงก็ถามกลับมาว่า “ชอบเพลงไหน” ผมก็บอกไปว่า “โทะมะโดะอินะงะระ” มัตสึโมโตะคุงก็บอกว่า “เจ๋งนะเนี่ย” ผมยังบอกไปด้วยว่า ไปคอนเสิร์ตที่นาโงย่า มัตสึโมโตะคุงเลยชวนผมว่า “งั้นมาเที่ยวที่ห้องพักสิ”

ที่ห้องพักนั้นเป็นครั้งแรกที่ได้เจอกับโอโนะคุงด้วยใช่มั้ย
ใช่ครับ ทุกคนกำลังแต่งหน้ากันอยู่ ตอนที่ผมเห็นโอโนะคุงแล้วคิดว่า “อ๊ะ นี่โอโนะคุงตัวจริงนี่นา” ซะกุระอิคุงก็มาแล้วก็ดึงแก้มผม แล้วก็เล่นกับผม แต่ผมก็ดีใจมากๆ จำไม่ได้ว่าพูดอะไรกับโอโนะคุงไปบ้าง

ฮ่าฮ่าฮ่า
หลังจากนั้นก็โดนเรียกเข้าไปในห้องพักของจูเนียร์ แล้วก็จู่ๆก็โดนถามว่า “รู้ไหมว่าคนนี้ใคร” แต่ผมไม่รู้ คุณแม่เลยมากระซิบข้างหูว่า “คิตะยะมะคุง” พอนึกได้ก็ “เอ๋อคนนี้คือคิตะยะมะคุงสินะ แล้วฟุจิกะยะคุงก็อยู่ด้วย

ตอนนั้นคิดเรื่องเดบิวไว้ว่าอย่างไรบ้าง?
ผมยังคงจำได้ถึงความรู้สึกประทับใจในภาพของผู้ชมที่มองเห็นจากเวลาเดินออกมาบนเวทีตอนในไลฟ์นั้น ผมก็คิดไว้นะว่า “สักวันตัวเองก็จะได้เดบิวและอยู่อีกฟากของทางเดินนั้น” แต่ แน่นอนว่าในตอนนั้นความตั้งใจสูงสุดคือ“ตอนนี้ได้เต้นเป็นแบ็คให้กับรุ่นพี่หลายวงด้วยการเต้นที่ผมชอบ และอยากจะเต้นเป็นแบ็คให้อาราชิสักครั้ง

รู้สึกว่าเด็กคนนั้นดูดีนะ ถ้าได้เต้นด้วยกันกับเด็กคนนั้นก็คงจะดีนะ
คิดยังไงเรื่องที่อยู่ชิสึโอกะแล้วไม่โดนเรียกไปทำกิจกรรมของจูเนียร์ที่บริษัท
ผมดูพวกจูเนียร์ทางทีวีเสมอครับ ยูโตะคุงกับเรียวสุเกะเริ่มจะได้เต้นในตำแหน่งที่เด่นและเป็นจุดสนใจของผู้ชม ผมดูไปก็คิดไปว่า “เต้นดีจัง” แน่นอนว่าโดยเฉพาะตอนที่เห็นเรียวสุเกะทางทีวีครั้งแรกก็รู้สึกว่า “เด็กคนนี้เก่งจังเลย ถ้าได้เต้นด้วยกันก็คงดี”

ย้ายมาโตเกียวตอนประถมหนึ่งสินะ
“คุณพ่อย้ายมาทำงานที่โตเกียว ทุกคนในบ้านก็เลยย้ายมาโตเกียวหมด ผมคิดว่า “อยากจะมาโตเกียว ถ้าได้มาก็จะได้ทำกิจกรรมของจูเนียร์มากกว่านี้” ผมคิดว่าเป็นจังหวะที่ดีมากที่สุด ผมเป็นคนที่จังหวะเวลาในชีวิตดีจริงๆ

ในความจริง กิจกรรมของจูเนียร์เพิ่มขึ้นมั้ย
“ครับ พอมาโตเกียวผมก็ถูกเรียกซ้อมคอนเสิร์ตของจอนนี่จูเนียร์ที่จะจัดที่บูโดกัน วันรุ่งขึ้นผมก็โดนเรียกไปซ้อมที่ตำแหน่งหลักของพวกจูเนียร์ ซึ่งจะมีพวกเรียวสุเกะ ยูโตะคุง อิโนะจังแล้วก็ไดกิ ผมก็ตกใจว่า เอ๊ะ ทุกคนเป็นคนที่ผมเคยเห็นทางทีวีทั้งนั้น ก็เลยดีใจ ไม่สิ ดีใจสุดๆต่างหาก

หวังว่าจะได้เต้นกับยามาดะคุง แล้วจู่ๆก็สมหวังเลยนะ
ครับ เรียวสุเกะตอนนั้น ทุกคนจะเรียกว่า ยามะจัง แต่ผมอยากจะสนิทกับเรียวสุเกะก็เลยแกล้งเขาโดยการเรียกเขาว่า “คาบะจัง” (คุณฮิปโป) (เสียงมันใกล้เคียงกับยามะจัง) พอเรียกเขาไปแบบนั้น เขาก็บอกว่า “โกรธนะ” แต่ว่าผมก็ยังเรียกเขาว่า “คาบะจัง” ต่อทันทีบ้างล่ะ แกล้งกวนโอ๊ยเขาบ้างล่ะ (หัวเราะ)

แต่ก็ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องที่น่ายินดีเท่านั้นเรื่องลำบากก็มีด้วยใช่มั้ย?
อืม จะว่ายังไงดีล่ะ การที่ผมต้องเริ่มจากศูนย์ในการจำท่าเต้นที่ทุกคนซ้อมเป็นประจำ ก็คงจะมีเรื่องลำบากบ้างล่ะนะ

ถึงจะเรียนเต้นมาตั้งแต่อายุสามขวบแต่ก็ยากใช่มั้ยล่ะ?

ผมไปเรียนเต้นประมาณอาทิตย์ละห้าครั้งคิดว่าไหวแน่ แต่ว่าปริมาณท่าเต้นที่ต้องจำกับความเร็วนั้นไม่เหมือนกันเลยสักนิด การเต้นของพวกเด็กจูเนียร์นั้นจะต้องจำท่าเต้นเพลงหรือสองเพลงให้ได้ภายในสี่ชั่วโมง ในตอนแรกผมไม่สามารถจำได้ในจำนวนเวลาเช่นนั้น ผมเจ็บใจมากกว่าทั้งที่ตัวเองเต้นมาตลอดแท้ๆแต่กลับเต้นไม่ได้

แล้วแก้ไขสถานการณ์นั้นอย่างไร
ให้เรียวสุเกะกับยูโตะคุงสอนช่วงเวลาว่างที่มีนิดหน่อยตอนซ้อม ท่าเต้นของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน เลยเป็นอารมณ์ว่า เพลงนี้จะต้องถามคนนี้ ส่วนเพลงนี้ต้องถามคนโน้นประมาณนั้น

ลำบากแย่เลยนะ
แต่ก็ไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องลำบากหรอก เพราะผมชอบเต้น แล้วก็ได้มายืนเป็นเวทีแบบนี้ มันรู้สึกดีใจมากกว่า ได้ยืนบนเวทีที่เปล่งประกายแบบนั้น

ตอนที่เล่นคอนเสิร์ตที่บุโดกันครั้งแรกเป็นยังไงบ้าง

“ในห้องซ้อม ผมไปเต้นหมุนตัวแบบบัลเล่ต์ตรงหน้าเรียวสุเกะเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ อาจารย์บังเอิญเข้ามาเห็นพอดี อาจารย์เลยบอกว่า “ดีเลย งั้นตอนเปิดคอนเสิร์ตให้ช่วยทำด้วย” รู้สึกเหมือนโดนให้โชว์เดี่ยวแบบไม่ทันตั้งตัวมาก่อนนี่ รู้สึกว่า “โกหกกันรึเปล่าเนี่ย”

เป็นการได้รับเลือกแบบกะทันหันเลยนะ

ตอนเปิดคอนเสิร์ตผมออกไปเต้นคนเดียว แล้วก็หมุนตัวไปรอบๆ ผมรู้สึกว่าทั้งพวกจูเนียร์และแฟนๆต้องคิดแน่ๆว่า “เจ้าหมอนี่มันใครกัน” แต่การที่ผมได้ยืนเป็นเวทีที่ผมใฝ่ฝันนี่เป็นเหมือนกับความฝันและผมก็รู้สึกดีมากๆ

พอเห็นเหล่าสมาชิกรวมตัวกันก็ปิ๊งขึ้นมาทันที

ในปีค.ศ. 2007 จิเน็นได้รับเลือกเป็น Hey!Say! 7 สินะ

ตอนที่เต้นเป็นแบ็คให้กับ KAT-TUN ก็มีห้าคนโดนเรียกตัวไป แล้วก็มีกระดานไวท์บอร์ดที่คุณจอนนี่เขียนคำว่า Hey!Say!7 ไว้ คุณจอนนี่บอกประมาณว่า “พวกยู ตั้งแต่วันนี้ไปคือวงนี้แหละ” เป็นครั้งแรกที่ได้รวมกลุ่ม ผมดีใจมากเลยล่ะ

ครึ่งปีหลังจากนั้นก็ได้รับเลือกให้เป็นเดบิวเป็น Hey!Say!Jump สินะ
ใช่ครับ ตอนแรกบอกว่าไปถ่ายแบบสัมภาษณ์เหมือนทุกที แต่ว่าพอไปยังสถานที่รวมตัวแล้ว ก็มีทั้งสมาชิกวง Hey!Say!7 แล้วก็มียาบุคุง ฮิคารุคุง แล้วก็อิโนะโอะจังด้วย ผมคิดว่ามันแปลกๆนะ แต่แล้วจู่ๆก็เอะใจขึ้นมาได้ ว่าจะมีการแข่งขันวอลเล่ย์บอล เป็นที่พูดกันในกลุ่มเด็กจูเนียร์เองด้วยว่า “ใครจะได้เดบิว” ในตอนนี้ก็มี YaYaYah ABC แล้วก็ J.JExpress ส่วน Hey!Say! 7 นั้น ให้ความรู้สึกว่าเป็นวงน้องๆ เพราะฉะนั้นเรื่องเดบิวนั้นน่าจะเป็นวงไหนสักวงใน 4 วงนี้ ผมคิดว่าคงไม่ใช่พวกเราแน่ ก็ผมเพิ่งจะย้ายมาโตเกียวแล้วทำงานในฐานะจูเนียร์ได้ไม่ถึง 1 ปีเลย แต่ว่าพอดูสมาชิกที่มารวมตัวกันแล้วผมก็ปิ๊งทันทีเลยว่า “โอกาสอาจะมาแล้วก็ได้” อาจเป็นไปได้ว่า นี่คือการเดบิวไม่ใช่หรือไง

ตรงตามที่คิดไว้เลยนะ
ดูเหมือนก่อนหน้านี้จะมีสมาชิกหลายคนได้ฟังคำอธิบายจากคุณจอนนี่ ส่วนผมนั้นกลับเป็นประเภทไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไประมาณว่าตื่นเต้นแต่ไม่รู้สถานการณ์อะไรเลย (หัวเราะ)

เป็นการเดบิวที่รวดเร็วอย่างคาดไม่ถึงก็คงต้องมีช่วงเวลาที่สับสนบ้างใช่มั้ยล่ะ
จะเรียกได้ว่าไม่มีเวลาสับสนน่ารึเปล่านะ พอจัดงานคอนเสิร์ตเดบิวที่โตเกียวโดม ผมก็มีความรู้สึกประมาณว่า “ทำไมต้องจัดที่ใหญ่โตแบบนี้กันด้วยล่ะ” ผมตื่นเต้นกับการจัดคอนเสิร์ตมากเกินไปทำให้นึกอะไรไม่ค่อยออก ลำพังแค่เต้นให้ได้ตามท่าที่กำหนดแล้วก็ร้องเพลงที่ใช้ในคอนเสิร์ตก็เต็มมือหมดแล้ว

ในที่สุดความฝันก็สำเร็จตามเป้าเลยนะ
ใช่ครับ ดังนั้นสิ่งที่ยังค้างคาใจคือ ยังไม่ได้เต้นแบ็คให้กับอาราชิ เป็นสิ่งที่ค้างคาใจมากที่สุด

จะว่าไปก็คงเป็นแบบนั้นล่ะนะ
แต่ผมก็ไม่ยอมแพ้ ผมไปบอกโอโนะคุงหลังจากเดบิวว่า “อยากจะเต้นเป็นแบ๊คให้ครับ” แต่ว่าโอโนะคุงบอกว่า “ไม่ได้นะไม่ได้จิเน็นคุงเดบิวแล้วนะ” แต่คิดว่าสักวันก็อยากจะทำอะไรสักอย่างร่วมกัน ทะงุจิคุงกับฮิงะชิคุงก็ยังทำงานละครเวทีร่วมกันเลย ผมอยากจะทำอะไรแบบนั้นด้วยกันสองคนสักครั้ง

จะสามารถใช้ชีวิตมัธยมปลายได้อย่างมีความหมายหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของตนเอง

นอกจากเรื่องเกี่ยวกับเดบิวแล้วคิดเรื่องอย่างอื่นมั้ย?
อืม ก็คงจะมีล่ะนะ อืมผมก็คิดแบบเอาแต่ใจล่ะนะ เช่นรู้สึกกลัวสายตาของพวกจูเนียร์ที่มองมายังพวกผม มันก็เรื่องแบบนั้นอยู่แล้วล่ะ สมาชิกทุกคนก็เป็นเหมือนกันนะแหละ เพราะว่าพวกเราดันเดบิวก่อนวงรุ่นพี่อย่าง kis My Ft และ ABC ที่พวกเด็กจูเนียร์มองว่าเป็นรุ่นพี่ที่ยอดเยี่ยม แล้วพวกเขาก็มาเต้นอยู่ข้างหลังพวกผมด้วย เป็นความรู้สึกผิดต่อพวกเขาอย่างมาก

มีรุ่นพี่ที่สนิทด้วยมั้ย
สึกะจังครับ สึกะจังช่วยดูแลผมแล้วก็กลับบ้านด้วยกัน เลี้ยงข้าวผมประจำ แม้หลังจากที่ผมเดบิวแล้วเขาก็ยังปฏิบัติกับผมเหมือนเดิม ทำให้ผมดีใจมากเลยล่ะครับ ทั้งที่ในใจเขาก็มีเรื่องให้คิดแน่นอน

ตอนที่เดบิวแล้วอยู่มอสองสินะ หลังจากนั้นก็เข้าเรียนที่โรงเรียนโฮริกับยามาดะคุง แล้วก็นากาจิมาคุงสินะ

จะว่าไงดีนะอันที่จริงผมไม่ค่อยอยากเรียนต่อมัธยมปลายเท่าไร (ฮ่าๆ) เดบิวก็เดบิวแล้ว ดังนั้นผมก็อยากจะมีสมาธิกับเส้นทางนี้อย่างเต็มที่ ผมกลุ้มใจจนถึงวินาทีสุดท้ายและส่งใบสมัครไปแบบจวนเจียนเวลามาก

อะไรที่ทำให้ตัดสินใจเรียนต่อมอปลาย
เหตุผลหนึ่งคือ คนที่บริษัทบอกว่า “ให้คิดถึงพวกแฟนๆด้วย” ผมก็เลยคิดเรื่องของแฟนๆที่อายุเท่ากันหรืออายุน้อยกว่า ผมคิดว่าผมตัดสินใจเลือกเดินหน้าเส้นทางนี้แล้วเส้นทางเดียว ดังนั้นการไปโรงเรียนก็ไม่มีความหมาย แต่การที่จะตัดสินใจว่าไม่มีความหมายนั้นไม่ได้มาจากการตัดสินใจจากประสบการณ์ ถ้าหาก มีคนที่ตัดสินใจจะไม่เรียนต่อมอปลายแล้วบอกว่า “ก็จิเน็นคุงเองก็ไม่ไปนี่” ผมก็ต้องรู้สึกผิดแน่ จะสามารถใช้ชีวิตในโรงเรียนได้อย่างมีความหมายได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับตนเองดังนั้นผมก็จะไปโรงเรียนแล้วก็สนุกกับมัน รวมถึงตั้งใจทำงานด้วยเช่นกัน

แบบนี้เอง ถ้างั้นในความจริงแล้วชีวิตโรงเรียนมอปลายเป็นอย่างไรบ้าง

สนุกมากๆเลยครับ โชคดีมากที่ไปโรงเรียน (หัวเราะ) แต่ตอนหลังเรียวสุเกะย้ายไปอยู่คนละห้อง ทำให้อยู่กับยูโตะคุงตลอด

พอจะยกตัวอย่างความทรงจำเกี่ยวกับโรงเรียนให้ฟังหน่อยได้มั้ย
ผมอยู่กับยูโตะคุงตลอดเลยล่ะครับ ถ้าผมพูดเองมันก็ยังไงอยู่แต่ว่าพวกเราสองคนขยันเรียนมาก ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เล่นวอลเลย์บอลในช่วงโมงพละ ผมจะยืดประมาณว่า "มาแล้วมาแล้ว ถ้าพูดถึงวอลเล่ย์บอลก็ต้องพวกผมล่ะ" จะมีเพื่อนในห้องที่แอบโกงบ้าง ผมก็บอกไปว่า “นั่นผิดกติกานะ รักษากฎกันด้วยสิ”

ฮ่าฮ่าฮ่า
“ยูโตะคุงน่ะตอนปี1 ต้องไปนอนค้างที่โรงเรียนสามคืนเพราะกิจกรรมของทางโรงเรียน เขาโดนอาจารย์เลือกให้เป็นหัวหน้าห้องคู่กันชายหญิง เพราะว่าเป็นหน้าที่ ทำเอาป่วยที่โรงเรียนเลยทีเดียว แต่ว่าการที่ได้ไปโรงเรียนนี่เป็นเรื่องดีมาก จนถึงตอนนี้พอคุยกับยูโตะคุงอยู่ก็จะนึกถึงบรรยากาศสมัยเรียนมอปลาย แล้วก็รู้สึกคิดถึงขึ้นมาเลยล่ะ

มีการตั้งกลุ่ม NYC boysตั้งแต่สมัยจิเน็นอยู่มอห้าจนถึงตอนนี้ก็ยังทำกิจกรรม NYC อยู่สินะ

ผมดีใจนะที่ปกติแล้วไม่สามารถจะทำงานในสองกลุ่มแบบนี้ได้หรอก NYC มีสามคนดังนั้นเวลาไปออกรายการโทรทัศน์ก็จะได้พูดเยอะกว่าทำให้ผมตื่นเต้น(หัวเราะ) ผมคิดว่าโชคดีที่เรียวสุเกะมาอยู่ด้วย และผมก็ได้รู้สึกถึงความสำคัญของสมาชิกใน JUMP อีกครั้ง แต่ว่าส่วนใหญ่ผมจะมีงานส่วนใหญ่เป็นของทาง JUMP มากกว่า ผมก็รู้สึกผิดกับยูมะแต่ในขณะเดียวกันผมก็คิดว่าเจ้าหมอนั่นก็เข้มแข็งนะ


1.jpg
credit: MoMozzz32

เริ่มมีทั้งเสียงหัวเราะและน้ำตา และค่อยๆได้รับแต่ละสิ่งมาทีละอย่าง

แน่นอนว่าจิเน็นได้ทุ่มเทอย่างเต็มกำลังแต่ว่าพอได้ฟังแบบนี้แล้วรู้สึกเหมือนเรื่องของซินเดอเรล่าเลยนะ
ถ้าเทียบเรื่องความลำบากกับคนอื่นแล้ว เรื่องของผมไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรเลย ที่มาถึงจุดนี้ได้เรียกได้ว่าเป็นโชคเสีย 8ส่วน แต่ผมคิดว่าแต่ละคนก็มีเรื่องที่กังวลใจ เป็นทุกข์ และรู้สึกแย่ๆหลายครั้งเหมือนกัน เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่นแล้วจะเรียกว่าเป็นพวกที่อยู่ในสถานการณ์ที่ดี เป็นพวกที่จังหวะเวลาดีและโชคดี ดังนั้นจากนี้ไปสิ่งที่ต้องก้าวผ่านไปให้ได้ก็คงจะมีอยู่เต็มไปหมด และอย่าลืมว่าอะไรคือคู่แข่งของเรา ผมเชื่อว่าถ้าเป็นพวกเราแล้วก็ต้องก้าวผ่านไปได้แน่นอน

แบบนี้เอง
ตอนที่พวกผมเดบิวไม่ใช่ว่าจะชำนาญเวทีขนาดนั้น ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มที่มีประสบการณ์มาหลายปี พวกผมรู้สึกทำอะไรหวาดเสียวเหมือนกับการเดินไต่เชือก แต่ก็ทำอะไรมาหลายอย่าง พวกแฟนๆก็ก้าวผ่านมันมาด้วยกันทีละน้อย พอมองย้อนกลับไปร้องไห้เสมอ

ร้องไห้แล้วเหรอ?
ในทัวร์คอนเสิร์ตปีที่สองของเดบิวรอบสุดท้ายที่โตเกียวโดมครับ ซึ่งมันแตกต่างจากตอนที่เดบิว ในครั้งนั้นที่นั่งคนดูเต็ม และเมื่อมองแสงจากเพนไลท์ที่ไหวพลิ้วของผู้ชม มันสวยมากจนผมน้ำตาไหลออกมา สมาชิกทุกคนที่มองภาพเดียวกันนั้นก็ร้องไห้กันทุกคน มันกล่าวออกมาเป็นคำพูดไม่ได้แต่ว่ามันยังคงเป็นความทรงจำที่ตราตรึงอยู่ในใจของสมาชิกทุกคนเหมือนกัน และเชือกที่มัดรวมพวกเราไว้เป็นทีมก็แข็งแกร่งขึ้นอีกหนึ่งเส้น ผมว่าพลังของแฟนๆช่างเป็นสิ่งที่สุดยอดมาก เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ และพวกผมก็สามารถมีรอยยิ้มได้ แข็งแรงขึ้นได้ ดังนั้นแม้ว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย พวกผมก็อยากจะให้พลังกับแฟนๆ จึงได้ยืนบนเวที แต่ผมก็ตระหนักได้ว่าแท้จริงแล้วพลังที่พวกผมเป็นฝ่ายได้รับมานั้นยิ่งใหญ่กว่ามาก

นั่นสินะ
ตอนที่จัดคอนเสิร์ตซัมมารี่ครั้งที่ 2ทุกคนก็ร้องไห้ด้วยนะ ผมก็ได้ลองเล่นโหนชิงช้ากลางอากาศเป็นครั้งแรก ส่วนเรียวสุเกะเองก็ได้เดินไต่เชือก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในคอนเสิร์ต แต่ว่าตอนที่ซ้อมนั้นทำได้ไม่ค่อยดี ทำให้ไม่สามารถทำให้สมบูรณ์ได้สักครั้ง การให้แฟนเห็นสภาพแบบนั้นเป็นเรื่องเสียมารยาท ทุกคนถึงทุ่มเทอย่างเต็มที่ เมื่อตอนที่เพลงสุดท้ายของการแสดงวันแรกจบลบงอย่างเรียบร้อย ทำให้ทุกคนก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ปกติแล้วจะต้องร้องไห้กันวันสุดท้ายใช่มั้ยล่ะครับ? แต่ว่าพวกผมกังวลจนกดดันว่าจะผ่านวันแรกไปกันได้หรือเปล่านะ

เพราะในวันนั้น สภาพจิตใจเป็นแบบนั้นสินะ
เป็นได้ว่าเพราะพวกผมเดบิวกันเร็วทำให้มีความสุขก็เป็นได้ แต่ว่าก็เริ่มจากการไม่มีทั้งประสบการณ์และความสามารถทางการแสดงด้วย การได้หัวเราะและร้องไห้ไปกับพวกแฟนๆ เป็นการได้รับแต่ละสิ่งมาทีละอย่าง

อาริโอกะคุงบอกว่าตอนที่อาริโอกะคุงซ้อมซัมมารี่ได้ไม่ดี เขาก็เป็นทุกข์แต่ก็ได้รับอีเมลให้กำลังใจจากจิเน็นคุง
จำไม่ได้สักนิดเลยครับ (หัวเราะ) แต่ในตอนที่ผมไม่รู้ว่ามันจะเป็นประโยชน์กับไดคิหรือเปล่า พอรู้แบบนี้ก็ดีใจนะ

แล้วเคยได้รับกำลังใจจากสมาชิกคนอื่นมั้ย?
นับไม่ถ้วนครับ ตอนที่ซ้อมโหนชิงช้าในซัมมารี่ก็เหมือนกัน ผมไม่สามารถแบ่งเวลามาซ้อมได้ ดังนั้นการซ้อมหนึ่งครั้งจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ก่อนที่จะตีกลองไทโกะอันแรก ผมมองลงไปด้านล่าง สมาชิกทุกคนก็มองมาที่ผมแต่ไม่มีใครพูดเหมือนกับอยู่ในพลังสมาธิ ผมคิดว่า“ทุกคนกำลังมองมาที่เรา อา ดังนั้น ผมก็จะพยายาม” พอทำได้สำเร็จแล้วลงมาทุกคนก็วิ่งเข้ามาหาแล้วตะโกนว่า “เยส” พร้อมกับไฮทัชด้วย ผมที่มักจะได้รับกำลังใจจากทุกคนเสมอจริงๆ

การที่ก้าวผ่านอะไรมาได้นั้น นอกเหนือจากเพราะมีสมาชิกแล้ว คิดว่ามีเหตุผลอย่างอื่นด้วยหรือเปล่า?
ถ้าคิดอย่างถึงที่สุดจริงๆก็คิดว่าเป็นเพราะเริ่มชอบงานนี้ขึ้นมาแล้ว อืม แต่ว่า แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการที่มีสมาชิกอยู่กับผม ต่อให้มีเรื่องไม่สบายใจก็ตาม ทุกคนก็จะรู้สึกไปกับเราด้วย แล้วก็การที่มีพวกแฟนๆคอยเฝ้ามองเราตลอดเวลาไม่ว่าเราจะล้มเหลวแค่ไหน ดังนั้นไม่ว่าเรื่องอะไรก็สามารถจะลองทำได้ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ที่ไม่สบายใจแค่ไหนก็สามารถทำให้สนุกร่าเริงขึ้นมาได้ แต่ห้ามตามใจพวกแฟนๆมากไป แต่ว่าอาจจะเผลอตามใจไปหน่อยแล้วก็ได้(หัวเราะ)

จากนี้ต่อไปจะเป็นจั้มพ์ที่แท้จริง
ตลอดเวลาที่ผ่านมาจั้มพ์ดูเหมือนจะเป็นวงที่ก้าวเดินมาบนทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ว่าที่จริงแล้วก็ก้าวเดินมาอย่างมั่นคงทีละก้าวนะ
แม้แต่ตอนนี้เองก็ค่อยๆก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าวล่ะครับ ที่ผ่านมานี้ผมเพิ่งเข้าใจความหมายของสิ่งที่จอนนี่ซังบอกมาตลอด

บอกว่าอะไรเหรอ?
พวกนายทำในสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำเถอะ คุณจอนนี่บอกมาตลอดตั้งแต่เมื่อก่อนแล้วครับ บอกว่าให้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ จนถึงตอนนี้ก็ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ แต่ว่าก็มีตรงไหนสักที่ไกลๆที่รู้สึกว่า"จะยืนยันความเห็นความคิดของตัวเองได้จนถึงประมาณไหนกัน” ตอนนี้จะเรียกได้ว่าสามารถเชื่อในคำพูดของจอนนี่ซังได้จากหัวใจหรือยังไงดี แต่ว่าจั้มพ์นั้นจะกลายเป็นจั้มพ์ที่มีความเป็นจั้มพ์มากขึ้นรึเปล่านะ ในคอนเสิร์ต พวกเราเองก็ทำกันเองไม่ได้ไปจ้างใครและตัดสินใจกันเองว่าอยากจะทำอะไร พวกผมนั้นจะบอกกับทีมงานอย่างจริงจังว่าอยากจะทำแบบนี้ แล้วก็เริ่มค่อยๆเปลี่ยนไปล่ะนะ

แบบนี้เอง
จนถึงตอนนี้จั้มพ์นั้นเป็นประเภทถ้าคนที่บริษัทพูดอะไรมาก็จะบอกว่า “ครับ เข้าใจแล้ว” แต่ช่วงหลังมานี้เราก็คุยกันอย่างจริงจังว่าอยากจะทำแบบนี้นะ และเพราะความหมายนี้เอง ผมคิดว่าตั้งแต่นี้ต่อไปความเป็นจั้มพ์นั้นจะเริ่มแสดงออกมาให้เห็นมากกว่านี้

ทำในสิ่งที่ตนเองอยากจะทำนั้น เป็นสิ่งที่ง่ายๆ แต่ว่าสำคัญมากนะ

แน่นอนว่าการจะหาความพอดีนั้นค่อนข้างยาก คอนเสิร์ตก่อนหน้านี้ทางทีมงานก็อยากให้ทำเป็นรูปแบบของบริษัท แต่ว่าในแบบของพวกผมแล้ว นั่นมันเป็นยังไงกันนะ ก็เข้าใจได้จากท่าทีที่แสดงออกนะครับ อาจารย์ที่มาฝึกซ้อมให้ก็บอกเหมือนกัน บอกว่าเพื่อตัวพวกเรา ตอนนี้ไม่ว่าจะโดนบอกเรื่องอะไรก็ให้พยายามทำทั้งหมด การที่จะสามารถตัดสินได้ว่าอะไรคือ สิ่งที่อยากทำ กับสิ่งที่สมควรทำนั้น คือเวลาหลังจากนั้น 1-2ปี ในขณะเดียวกันช่วงเวลาที่จะสามารถทำในสิ่งที่อยากทำก็ได้มาถึงแล้ว ดังนั้นตอนนี้ตั้งแต่เดบิวมาเป็นเวลาหกปีแล้วก็ตาม แต่จั้มพ์ที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น สมาชิกในวงเองก็เราก็พูดในสิ่งที่ตัวเองอยากทำอย่างสุดแรงกล้ากับสมาชิกในวงได้ด้วย จากนี้ไปถึงจะเป็นจั้มพ์ที่แท้จริง

อยากจะมองเห็นภาพที่ใครไม่เคยให้ด้วยกันทั้ง 9 คน
ถ้าอย่างนั้นจนมาถึงตอนนี้ไม่เคยทะเลาะใหญ่โตกับสมาชิกในวงเลยใช่มั้ย
ไม่นะครับ จะเรียกว่าทะเลาะจริงๆไม่ได้หรอก ผมเคยคุยกับไดคิเสียงดังที่ห้องพักเก็บตัวข้ามหัวฮิคารุคุง ฮิคารุก็โกรธแล้วบอกว่า “มันหนวกหูเนี่ย พวกนายเป็นสปีกเกอร์รึไง” หลังจากนั้นพวกผมก็บ่นซุบซิบกันสองคนว่า “ก็แค่คุยเองนี่นา” (หัวเราะ) ถึงเป็นเรื่องงานก็ไม่ต่างกัน เราสามารถจะบอกในส่วนที่เป็นเรื่องความรู้สึกกันได้ แต่ถ้าเกิดเริ่มจะเถียงกันแล้ว ในวงจะประเภทที่คอยห้ามอยู่เยอะ คอยห้ามไม่ให้เรื่องบานปลาย ผมรู้สึกได้แบบนั้น

แล้วค่อยมีช่วงวัยต่อต้านหรือเปล่า
อืม ไม่มีนะครับ อ่ามีช่วงสมัยเรียนปอหนึ่งล่ะมั้ง ตอนพักกลางวัน ผมไปเล่นกับเพื่อนในห้องที่ลานกว้าง ผมน่ะไม่ได้ตั้งใจแต่ว่าดันไปผลักเพื่อนล้มจนบาดเจ็บ แผลไม่ได้ใหญ่อะไรมากมายแต่ว่าอาจารย์ก็บอกเรื่องนี้ให้พ่อแม่รู้ พอกลับบ้านมาแม่ก็ร้องไห้อยู่ “แม่ถามว่าไปทำแบบนั้นทำไม” เป็นครั้งแรกที่ทำแม่ร้องไห้ ในตอนนั้นผมรู้สึกว่าอยากจะขอโทษมากๆ ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่ว่าการไปทำให้ใครบาดเจ็บ ก็จะทำให้เขาต้องเป็นทุกข์ด้วย ตั้งแต่นั้นมาพอรู้สึกว่าจะเริ่มเข้าสู่สภาวะที่เป็นปัญหา ผมก็ถอยหนึ่งก้าวและทำให้เห็นว่าผมไม่เอาด้วยนะ

เพราะว่าไม่อยากทำร้ายใคร?
ใช่แต่ตอนนี้ผมคิดว่าถ้าเป็นสมาชิกในวง ถึงจะตอนที่ความเห็นไม่ตรงกันจนทะเลาะกันก็ไม่เป็นไร เพราะพวกเราได้มองภาพเดียวกันและเป็นเพื่อนที่จะร้องไห้ได้กับเราทุกคนไม่ใช่แค่บางคน

ใกล้จะคำถามสุดท้ายแล้ว เคยคิดมั้ยว่าถ้าตัวเองเป็นนักกีฬายิมนาสติกคงจะดีกว่าบ้างมั้ย

“ไม่ครับ ไม่เคยเลย”

ถ้าอย่างนั้นเคยคิดจะออกจากจอนนี่มั้ย

ไม่เคยครับ สำหรับผมแล้วคิดว่ามันจะมีอะไรที่นอกเหนือจากการเป็นจอนนี่แล้วบ้างมั้ยนะเพราะผมไม่เคยคิดถึงวิถีชีวิตที่อยู่โดยไม่มีจอนนี่เลย

ถ้าเช่นนั้น นี่จะเป็นคำถามสุดท้ายแล้ว อยากให้เฮย์เซย์จั้มพ์เป็นวงแบบไหน
ถ้าบอกว่าเป็นวงแบบไหน ตอนนี้บอกออกมาเป็นคำพูดไม่ได้หรอกนะ ก็เพราะไม่อยากเป็นใครสักคนที่อยู่ตอนนี้หรือวงอื่น อยากไปจะยืนในที่ที่ไม่ว่าใครไม่ว่ากลุ่มไหนก็ยังไม่เคยไปถึงแล้วก็อยากจะไปเห็นภาพที่ไม่มีใครเคยเห็นพร้อมกับสมาชิกและแฟนๆ ถ้าเป็นเฮย์เซย์จั้มพ์ล่ะก็ต้องมองเห็นภาพวิวนั้นได้ ภาพวิวที่ไม่มีใครเคยเห็น

zY15-7p7.jpg
credit: MoMozzz32

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++
แปลเสร็จแล้ว มีแปลผิดค่อนข้างหลายที่เราต้องขออภัยด้วยที่เราแปลแบบมึนๆอึนๆแบบนี้ ตอนนี้แก้ไขเรียบร้อยแล้วค่ะ ต้องขออภัยในความผิดพลาดด้วยค่ะ ขอบคุณพี่เก๋มากนะคะที่ให้ไฟล์เพลงมา แปลเสร็จแล้วน้าไม่รู้ว่าจะมีงงตรงไหนบ้าง

คือใครงงตรงไหนก็บอกได้นะคะ เราจะได้แก้ไขได้ แปลผิดก็ทักท้วงกันได้ค่ะ

CATEGORY:Trans-Mag

THEME:J-Music | GENRE:เพลง

COMMENT

No title

ขอบคุณสำหรับคำแปลมาก ๆ เลยนะจ๊ะ ♥
อ่านเพลินมากเลยอ่ะ ชี่ตอนเด็กน่ารักชะมัด
จะรอติดตามอ่านหน้าต่อไปนะเพลง สู้ ๆ

ขอบคุณอีกครั้งนะ ><

No title

ขอบคุณมากๆนะคะสำหรับทรานส์ ^^
เราไม่ค่อยรู้เรื่องของจิเน็นสักเท่าไหร่
รู้แค่ว่าพออยู่ในทีวีหรือในคอนจิเน็นดูเป็นคนที่สดใสมากๆจริงๆ
ดูเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองแล้วก็เข้มแข็งอยู่ตลอดเวลาเลย
เคยคิดว่าจิเน็นนี่สุดยอดเกินไปแล้วนะ สดใสอะไรได้ขนาดนั้น
ดูเหมือนจิเน็นไม่ค่อยเปิดเผยจุดอ่อนตัวเองสักไหร่
แต่สุดท้ายก็เป็นคนที่อดทนกับอะไรหลายๆอย่างมาเยอะเลย
น่าทึ่งจริงๆเลย ดีใจที่ได้รู้จักเน็นมากๆขึ้น ขอบคุณมากๆนะคะ

No title

ขอบคุณค่ะ

ทำให้รู้จักจิเน็นขึ้นเยอะ ได้รู้ว่าเป็นคนที่มีทัศนคติอย่างไร มุมมองที่มองตนเอง มองผู้อื่นว่าเป็นแบบไหน

เป็นเด็กที่มีความคิดที่ตรงกันข้ามกับเด็กส่วนใหญ่ในอายุขนาดนั้นเหมือนกันนะ น่าจะเป็นเพราะเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองมาตั้งแต่ต้นแล้วด้วย เป้นเด็กผู้ชายที่ความคิดและน่ารักมากเลย

สำนวนการแปลลื่นไหลอ่านแล้วไม่ติดขัดเลย

ขอบคุณมากนะคะที่แปลออกมาให้อ่านกัน

No title

แปลมาอีกนะคะ รออยู่ ได้อ่านความคิดหนุ่มๆแล้วทำให้เข้าใจพวกเค้ามากขึ้น ชอบมากๆค่ะ ขอบคุณนะคะ

เริ่ดดดด

น้องจิเน็นนนนนนน >///<

ความคิดเห็นนี้รอการอนุญาต

ความคิดเห็นนี้รอคำอนุญาตจากผู้เขียนเว็บนี้

EDIT COMMENT

ข้อความส่วนตัว

ค้นหา
แบบฟอร์มขอเป็นเพื่อน