ข้อมูลส่วนตัว

pleng.utako

Author:pleng.utako
ครั้งหนึ่งท่านเคยบอกว่าข้าเย็นชาเหมือนจันทรายามอรุณ
ข้าคร่ำครวญปวดร้าวทรมาณจนวิญญาณออกจากร่างควะคว้างกลางเวหา

Trackbacks ล่าสุด

แปลสัมภาษณ์ยาวของยูโตะอายุครบยี่สิบปี

BWXFdSuCAAA9IWM.jpg

credit: xxSuperTuxx
Via: all about hey say jump
“สัมภาษณ์ยาวฮาตาจิ ฉบับที่แปด” ในครั้งนี้คือ นะกะจิมะ ยูโตะ
ในวันที่ 10 เดือนสิงหาคม ปี 2013 ที่ยูโตะอายุครบ 20 ปี ทางบ้านได้จัดงานเลี้ยงวันเกิดให้อย่างอบอุ่น

ในงานเลี้ยงสิ่งที่ยูโตะประทับใจมากที่สุดคือพ่อกับแม่ได้เปิดให้ดูวีดิโอ “บันทึกการเติบโตของยูโตะ” มันเป็นของที่ท่านถ่ายเก็บเอาไว้เพื่อ “สำหรับดูในวันนั้น” (นั่นคือวันเกิดอายุ 20ปีของยูโตะ)

“พ่อกับแม่ให้ดูตั้งแต่ตอนที่ผมเกิด เป็นทารกจนถึงอายุ5ขวบซึ่งเป็นช่วงที่น้องชายเพิ่งเกิด เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นรูปพวกนั้น อายมากเลย ทั้งที่ประหม่าและเพิ่งจะหัดพูดเป็นครั้งแรกนั้นแต่น้ำเสียงนั้นกลับสดใสร่าเริงมากทีเดียว ผมตกใจมากเลยล่ะ แแล้วก็ชอบทำท่าเลียนแบบโฆษณา พูดจาตลกๆ หรือทำท่าตลกให้คนหัวเราะ ก็มีบางส่วนที่ยังพอจะจำได้ถึงตอนนบ้าง วีดิโอที่จะได้ดูอันต่อไปคือตอนที่น้องชายอายุยี่สิบแล้ว”

เด็กชายยูโตะที่หลงเหลือในความทรงจำของตัวเองคือ เป็นเด็กผู้ชายที่สดใสร่าเริง ช่างสงสัย และแข็งแรงเสมอ

“ผมชอบวิ่งเล่นไปรอบๆสวนของโรงเรียนล่ะนะ ในตอนนั้นก็เล่นวิ่งไล่จับเป็นยักษ์บ้าง ตำรวจจับผู้ร้ายบ้าง แล้วก็ชอบไปเล่นจับพวกด้วงกว่าง เต่าทองใส่ไว้ในกล่อง เป็นพวกที่ลงมือทำอะไรแล้วจะเอาแต่สนใจสิ่งนั้นโดยไม่สนสิ่งรอบข้างล่ะนะ แล้วก็เป็นพวกที่รักความถูกต้องอย่างมาก ความฝันในตอนนั้นคืออยากเป็นนักดับเพลิง ถ้าเห็นใครกำลังถูกแกล้ง ผมก็พุ่งเข้าไปหยุดพวกนั้นแล้วพูดว่า “หยุดนะ!” หรือถ้ารุ่นน้องล้มแล้วดูท่าจะบาดเจ็บก็จะพาไปที่ห้องพยาบาล ก็อยากจะช่วยคนล่ะนะครับ

ยูโตะที่หันมาออดิชั่นที่บริษัทจอนนี่ตามคำแนะนำของพ่อแม่ในช่วงกำลังจะขึ้นชั้นประถมห้า
“พ่อกับแม่บอกว่า “ให้เข้าไปทักทายทุกคนให้เรียบร้อยนะลูก” ผมก็ลองตอบอย่างซื่อๆไปว่า “ครับ” แต่ในขณะที่เดินเข้าห้องประชุมไปในใจก็สับสนว่า “นี่จะต้องทำอะไรล่ะนี่”

มีแต่คนที่ไม่รู้จักเต็มไปหมด แถมจู่ๆก็ถูกบอกว่า “ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าสำหรับซ้อมสิ” แต่ผมไม่เคยเปลี่ยนเสื้อผ้าต่อหน้าคนอื่นมาก่อนก็เลยอายมาก แต่พอมองไปรอบๆ ทุกคนกลับแยกย้ายกันไปเปลี่ยนเสื้อผ้าตรงโน้นตรงนี้อย่างรวดเร็ว ผมหลุดพูดออกมาว่า “สุดยอดไปเลย” นั่นมันเป็น culture shock เบาๆน่ะครับ(หัวเราะ)

เรื่องเต้นนี่ผมเคยเรียนมาบ้างแต่แค่นิดเดียวเท่านั้น เคยไปเข้าร่วมทีมฮิฟฮอบแด๊นส์กับพวกคุณแม่แถวบ้านแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นแล้วการเต้นนี่มันก็ไม่ได้ฝืนใจอะไรมากมาย แต่รู้สึกว่าเต้นได้ดุเดือดพอสมควรล่ะ แล้วก็โดนให้ร้องเพลงด้วยนิดหน่อย พอร้องออกไปเขาก็ชมว่า “เป็นเสียงที่แหบห้าวมีเอกลักษณ์มากเลย เสียงดีมากเลยนะ” เอ้อ แล้วหลังจากนั้นก็ ถูกถามว่า “คนที่เล่นโรลเลอร์สเก็ตได้มีใครบ้าง” ผมก็ยกมือตอบไปว่า “ถ้าโรลเลอร์เบลดล่ะก็ผมเคยเล่นครับ” แล้วเขาก็บอกว่า “แค่นั้นก็พอแล้วล่ะนะ” พอในบทเรียนถัดไป ก็จำได้ว่าได้ไปซ้อมโรลเลอร์สเก็ตกับพวก มัตสึดะคุง กับฟุจิกายะ คุงแล้วก็คิตะยะมะแล้วก็อิโนะจังอย่างเดียวเลย ผมเด็กสุดในนั้นเลยล่ะนะ”

ยูโตะสมัยเด็กที่สนิทกับคนง่าย มีความตั้งใจแล้วก็ซุกซนบ้าง กลายเป็นที่รักของบรรดารุ่นพี่อย่างรวดเร็ว

“เต้นแบคครั้งแรกคือเพลง ยูเมะโมะโนะงะตะริ ของทักกี้สึบาสะครับ พวกรุ่นพี่ในเจอาร์มาสอนท่าเต้นให้ ก็จะชมว่า “น่ารัก น่ารัก” ผมเองก็สนุกมากที่ได้เต้นกับทุกคน มีอยู่ครั้งหนึ่ง เคยเปลี่ยนเสื้อออกมาช้าในตอนที่ถ่ายทอดสด ตอนนั้นโดนทีมงานโกรธ ผมก็ร้องไห้โฮเลย(หัวเราะ) ก็ผมยังเป็นเด็กประถมอยู่นี่ ขากลับพวกมิยะตะคุงกับโยะโกะโอะคุงก็ช่วยปลอบผมที่ยังร้องไห้ไม่หยุดว่า “ไม่เป็นไรหรอก” อย่างอ่อนโยน

พอเข้าจอนนี่มาวง เจเจเอ็กเพรสก็ตั้งขึ้นทันที ช่วงประถมหก ผมได้รับเลือกให้ร่วมแสดงละครเรื่อง “engine” แล้วก็ Nobuta wo produce และเป็นที่จับตามอง และได้ขยายขอบเขตของการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ
“ตอนที่ได้รับเลือกให้ร่วมแสดงกับรุ่นพี่รุ่นใหญ่ หรือตอนเต้นแบคก็ได้รับเลือกให้ออกมาเต้นด้านหน้า ผมคิดว่ามันการได้รับสิ่งที่ดีมากๆ พ่อกับแม่เขาก็จะบอกเสมอว่า “ต้องอ่อนโน้มถ่อมตนนะลูก” ตัวผมเองก็ตั้งใจจะอ่อนน้อมถ่อมตนแต่พอมาคิดถึงตอนนี้ผมเองก็โดนตามใจจนบางทีก็เข้าใจผิดไปบ้างเหมือนกัน”

จากนั้นในเดือนเมษายน ปี 2007 ยูโตะนั้นได้ถูกเลือกเข้าไปเป็นสมาชิกของ Hey!Say!7 กับ ทาคาคิ อาริโอกะ ยามาดะ และจิเน็น ต่อมาในเดือนกรกฏาคมก็ได้ออกซิงเกิ้ล Hey!Say! “ก็คิดว่าจะเดบิวต์ทั้ง 5 คนแบบนี้หรือเปล่านะ เพราะงานก็เริ่มยุ่งมากขึ้นเรื่อยๆ “ แต่ในเดือนกันยายน วง Hey!Say!Jump! ก็ตั้งขึ้นมา และในเดือนกันยายนก็ออกซิงเกิ้ลเดบิวต์ Ultra Music Power ก่อนที่จะมาเป็น Hey!Say!7 ความคิดที่ “อยากจะเดบิวต์” ก็มีมากขึ้นเรื่อยๆทำให้ดีใจที่ในที่สุดก็ได้เดบิวต์ ตอนที่รู้ว่าสมาชิกจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวก็ตกใจ แล้วก็หาตำแหน่งของตัวเองท่ามกลางพวกรุ่นพี่ได้ค่อนข้างลำบากด้วยล่ะนะ (หัวเราะ) ช่วงเวลาเดียวกับที่เดบิวตอนนั้นก็งานยุ่งมากๆ แล้วก็มีความเครียดความกดดันด้วย แต่ก็เกิดความรู้สึกที่ว่าต้องตั้งใจทำงาน ซึ่งช่วยได้มากครับ”
ช่วงที่เดบิวก็ทำงานเป็นตัวแทนของงานวอลเลย์บอลเวิร์ลคัพไปพร้อมๆกัน ในเดือนธันวาคมก็มีคอนเสิร์ตที่โตเกียวโดมทันทีเลย แต่ในขณะที่ทำงานที่แสนวิเศษกับวง ตัวยูโตะเองก็เกิดความขัดแย้งขึ้นมา “ตัวผมอยู่กับความกังวลว่าตัวเองไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ความเปล่งประกาย เลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเต้นหรือการร้องเพลง การแสดงก็ไม่ได้มีโดดเด่นขนาดนั้น ดังนั้น การที่ผมอุตส่าห์ได้รับโอกาสมาทั้งทีแต่ด้วยความสามารถที่แท้จริงของผมมีไม่พอ ก็เลยดูเหมือนว่าจะทำได้ไม่ดีเท่ากับที่ตัวเองตั้งใจไว้ ที่โรงเรียนเอง ผมก็สร้างกำแพงขึ้นมาแล้วก็หนีหายจากเพื่อนๆ ที่บ้านเองก็เป็นช่วงที่อยู่ในวัยต่อต้านพ่อแม่อย่างหนัก ผมไม่รู้ว่าจะระบายอารมณ์กับอะไรดีก็เลยเตะเข้าให้กับผนังห้องดังปัง!! ผนังห้องเป็นรูเลย ที่ตกใจมากที่สุดก็คือตกใจตัวเองเนี่ยแหละครับ (หัวเราะ) แต่ว่าผมอยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองที่เป็นแบบนั้น ก็เลยเป็นทุกข์อยู่คนเดียว”

แสงเล็กๆที่ส่องเข้ามายังปลายอุโมงค์ที่มองไม่เห็นทางออกคือ การเริ่มตีกลอง “ผมคิดว่าไม่ใช่ว่าเราจะมาหยุดที่จะก้าวต่อไปแต่ว่าต้องค้นหาว่าตัวเองสามารถทำอะไรได้บ้าง ค้นหาสิ่งที่จะเปล่งประกายและฝึกฝนขัดเงาสร้างความเปล่งประกายให้กับมัน ดังนั้นถ้าเรามีความเชื่อมั่นเรามันก็จะเปลี่ยนไปไม่ใช่รึไง หลังจากนั้น ผมก็ตั้งใจฝึกกลองอย่างเอาเป็นเอาตาย คนรอบตัวก็เริ่มชมว่าผม “เก่งนะ” แล้วก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาด้วย ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่รู้สึกว่าได้ปลดปล่อยอะไรบางอย่างออกมา

ด้วยการเติบโตในฐานะคนคนหนึ่งเองก็ได้พบกับมุมมองที่หลากหลายอย่างจากการทำงานเป็นวง
ผมคิดว่า“ถ้าผมพยายามสมาชิกคนอื่นก็จะได้รับแรงกระตุ้นไปด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นผมก็จะพยายาม” พอเห็นแบบนั้นแล้วดูเหมือนว่าผมก็ยังต้องพยายามมากขึ้น จริงสิ ผมรู้สึกว่าการได้ฝึกฝนขัดเกลาตนเองได้เพราะสมาชิกในวงนั้นเป็นข้อดีของวง โดยเฉพาะ JUMP นั้นสมาชิกในวงก็มีจำนวนมาก ประสิทธิภาพที่เกิดขึ้นจำนวนมากก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวได้ JUMP ในตอนนี้ก็ฝึกฝนตัวเอง แล้วก็มีความตั้งใจที่ว่า “อยากทำอันนี้” อย่างแรงกล้า และเอามาใช้กับการทำงานด้วย ผมสามารถมีความกระตือรือร้นในการทำงานร่วมสมาชิกทุกคนของ JUMP ได้
สิ่งที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนคือการทัวร์คอนเสิร์ตทั่วประเทศในครั้งนี้ ท้ายที่สุดนี้ยูโตะบอกว่า “อยากจะสร้างเป้าหมายใหม่” เพื่อเป็นที่ระลึกในวันที่เขาอายุครบยี่สิบปี
“ผมอยากทำไลฟ์ของ JUMP BAND แล้วก็ถ่ายรูปของสมาชิก JUMPด้วยฝีมือผมเองสักวัน นี่น่ะเป็นสองสิ่งที่ผมอยากจะทำ”

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ตั้งใจว่าจะแปลให้จบตั้งแต่แรกที่ได้ไฟล์แต่คอมพิวเตอร์ก็ก๊งมาก กว่าจะหาไฟล์เจอและได้กลับมาแปลอีกรอบก็งง เง็งไปหลายรอบ สำหรับเราการใช้ภาษาในการเล่าเรื่องของยูโตะยังแปลยากมากจริงๆ ถ้ามีตรงไหนผิดพลาด ก็ขอให้ช่วยบอกเราด้วยนะคะ เรายังคงยืนยันคำเดิมว่าถ้ามีตรงไหนผิดพลาดอ่านไม่รู้เรื่องก็อยากให้บอกเราจะได้ทำการแก้ไข

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ อ่านสัมภาษณ์นี่ถึงจะเหนื่อยแต่ก็เอ็นดูยูโตะมากเลยล่ะ พ่อคุณเอ้ย เป็นเด็กดีมากจริงๆนะยูโตะ พ่อแม่ท่านช่างเลี้ยงช่างสอน อ่านแล้วเรารู้สึกว่าเข้าใจว่าทำไมยูโตะถึงไม่เคยโกรธยามะจังที่เข้ามาแทนตัวเอง (จากthinknote ของยามะจังก่อนหน้าที่บอกว่า ตัวเองรู้สึกเหมือนกับว่ามาแทนที่ของยูโตะทำให้ไม่รู้จะคุยยังไงกับยูโตะ)เพราะยูโตะเป็นเด็กที่มักจะโทษตัวเองมากกว่าจะโกรธคนอื่น และทำไมยูโตะถึงชื่นชมยามะจัง เพราะยูโตะจะบอกว่ายามะจังมีสิ่งที่เรียกว่าความเปล่งประกายอยู่ ขอบคุณเด็กสองคนที่เป็นคู่แข่งกันในทางที่ดี ทำให้เราเองก็เห็นพัฒนาการที่มากขึ้นเรื่อยๆของเด็กสองคนรวมถึงสมาชิกทุกคนของวงด้วยเช่นกัน

CATEGORY:Trans-Mag

THEME:Book | GENRE:หนังสือ/แม็กกาซีน

COMMENT

No title

เด็กดีจังนะ เป็นผู้ชายที่ดีจริงๆนะ! ความคิดที่ผุดออกมาตอนอ่านละเพลง

น้องเกิดและเติบโตมาดีมากๆ ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ที่สั่งสอนน้องมาแบบนี้จริงๆ แล้วก็เห็นด้วยที่เพลงบอกว่าทำไมน้องถึงยอมรับตอนที่ยามะจังมาแทนตำแหน่งตัวเองและปลื้มยามะจังมาก นั้นสินะเพราะยูโตะรู้ว่าตัวเองเป็นยังไงและยอมรับมัน บ่งบอกว่าน้องเป็นคนจริงใจมากๆ

คนแบบนี้หายากจริงๆ เอาจริงๆ น้องจัดว่าเป็นผู้ชายเพอร์เฟคมากๆ นะ แต่คนพวกนี้ส่วนใหญ่จะมีอีโก้ และพอเจออะไรที่ไม่เป้นดั่งหวังก็จะพาลไปทั่ว แต่น้องกลับไม่มีเลย เพราะคำสอนของพ่อแม่ที่ให้ถ่อมตัวเอง ดีจริงๆ ดีมากๆ รักพ่อแม่ของยูโตะมากเลยๆ

ดีใจที่ยามะจังเจอกับยูโตะ และมีคนแบบนี้อยู่ข้างๆ เพราะรู้ว่าตัวเองไม่มีอะไร และทำไมถึงเป็นแบบนี้ และคอยสนับสนุนยามะจังอยู่ตลอดเวลา อ่าปรื่มอ่ะ ><!!!

No title

คิดไม่ผิดเลยที่รักผู้ชายคนนี้
ยิ่งอ่านที่พี่เพลงแปลแล้วบีมยิ่งรู้สึกดีที่รักยูโตะ และเอายูโตะเป็นเมน
เพราะน่ารักมากขนาดนี้ เป็นเด็กดีมากขนาดนี้
น่ารักจนไม่รู้ว่าจะบรรยายยังไง
เป็นคนที่มีจิจใจดีงามมาก
อ่านจากสัมภาษณ์หลายๆครั้งแล้วจะสัมผัสได้ถึงตัวตนของผู้ชายคนนี้
ทั้งเป็นคนที่น่าเอ็นดู แล้วก็ใจกว้าง
อย่างที่พี่เพลงบอก อย่างตอนthink noteของยามะ หรือแม้กระทั่งตอนที่โซโล่ของยามะออกมา
ตอนนั้นบีมเฟลมาก
ไม่ใช่เฟลเพราะยามะเด่นหรืออะไร
แต่เป็นเพราะยูโตะเคยเป็นเซนเตอร์มาก่อน
เดาไว้ไม่ผิดเลยว่ายามะจะต้องเป็นกังวลว่ายูโตะ คนที่เคยรั้งยามะไว้ไม่ให้ออกจากค่ายจะรู้สึกยังไง
บีมยังแอบกลัวว่ายูโตะคงโกรธหรือเปล่า
แต่ก็ไม่
ยูโตะกลับให้ความสนับสนุนยามะด้วยซ้ำ
ตอนที่รู้ก็ยิ่งรัก รักผู้ชายที่ชื่อนากาจิม่า ยูโตะมากขึ้นอีก
แล้วตอนที่ยูโตะเริ่มตีกลอง เคยอ่านสัมภาษณ์เหมือนกันว่าเป็นเพราะโตะกลัว ตัวเองโดนให้ไปอยู่ด้านหลัง
ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ตาม แต่มันก็เป็นแรงฮึดให้ยูโตะฝึกตีกลองจนคนรอบข้างชมอย่างที่พี่เพลงแปลมา
ตอนเด็กๆยูโตะน่ารักมาก แต่ในขณะเดียวกันก็น่ากลัวมากเหมือนกันเวลาโกรธ 5555 (อย่างเตะกำแพงเป็นรู)
ยูโตะเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดีมาก อย่างที่พี่เพลงแปล หรือในมุมมองของแฟนคลับอย่างบีมก็ตาม 55555
เพราะไม่ว่าจะไปไหนก็มีแต่คนรัก เพราะเป็นคนใจดีน่ารัก อย่างที่ในสัมภาษณ์บอกล่ะสินะ
รักผู้ชายคนนี้ ตัดสินใจไม่ผิดที่ให้เป็นเมนของตัวเอง <3 รักยูโตะจัง ><

ขอบคุณพี่เพลงมากนะคะที่แปลมาให้อ่าน ซึ้งมากเลย ได้รู้ความคิดของยูโตะเพิ่มขึ้นตั้งเยอะแน่ะ ><

ความคิดเห็นนี้รอการอนุญาต

ความคิดเห็นนี้รอคำอนุญาตจากผู้เขียนเว็บนี้

EDIT COMMENT

ข้อความส่วนตัว

ค้นหา
แบบฟอร์มขอเป็นเพื่อน