ข้อมูลส่วนตัว

pleng.utako

Author:pleng.utako
ครั้งหนึ่งท่านเคยบอกว่าข้าเย็นชาเหมือนจันทรายามอรุณ
ข้าคร่ำครวญปวดร้าวทรมาณจนวิญญาณออกจากร่างควะคว้างกลางเวหา

Trackbacks ล่าสุด

[Trans] หมื่นอักษร Yaotome Hikaru

10402601_710295499014446_4015976263550119741_n.jpg


สัมภาษณ์ยาวหมื่นอักษร ฮิคะรุ ยะโอะโตะเมะ
เดบิวอย่างรวดเร็วเมื่อปี ค.ศ.2007 เป็น Hey Say Jump ที่เริ่มต้นอย่างงดงาม
สำหรับสมาชิกที่มีสภาพแวดล้อมที่เติบโตและหน้าที่การทำงานในฐานะเด็กจูเนียร์ที่แตกต่างกันออกไป
จนกว่าจิตใจจะมารวมเป็นกลุ่มเดียวกันได้ ก็มีความขัดแย้งและเรื่องชวนเสียน้ำตาเกิดขึ้นมากมาย
"ช่วงเวลา" บทที่ 8 ของ Jump ยะโอะโตะเมะ ฮิกะรุจะเล่าเรื่องในแต่ละวันที่ได้พบเจอกับกลุ่ม

1506542_710295569014439_888008203279633432_n.jpg

ประวัติส่วนตัวของยะโอะโตะเมะ ฮิกะรุ (ขออนุญาตยังไม่แปลประวัติการทำงานนะคะ)
รูปแรกซ้ายมือ >เริ่มเต้นตั้งแต่อยู่ประถมสาม ดีใจที่พัฒนาขึ้นก็เลยชอบมาก

รูปขวามือ >ในจั้มพ์ ฮิกะรุกับยะบุมีฐานะเป็นพี่ชายแต่ความจริงแล้วฮิกะรุเป็นน้องคนเล็ก

รูปซ้ายล่าง โพสท่าแบบต่อสู้ที่สระว่ายน้ำ จริงๆในเรื่องของการต่อสู้ผมก็ยอดเยี่ยมนะ

รูปขวาล่าง สมัยเข้าจอนนี่ตอนประถมหก ตอนมาถ่ายรูปลงเมียวโจก็เดินทางจากมิยะงิด้วยรถไฟชินกังเซ็น

เท่สุดๆไปเลย ผมเองก็อยากมีวงกับเขาบ้าง

ยะโอะโตะเมะฮิกะรุ เป็นชื่อที่เพราะดีนะ

ขอบคุณครับ อา แต่ดูเหมือนตอนแรกเขาจะตั้งชื่อผมว่า "มุสะชิ" โดยเอามาจากมิยะโมะโตะ มุสะชิ แต่ดูท่าพี่สาวเขาต่อต้านใหญ่เลย บอกว่า "ยังไงก็ไม่ได้เด็ดขาด" (หัวเราะ) แล้วพี่น้องที่เป็นผู้ชายทั้งหมดก็ชื่อเป็นคันจิตัวเดียว ผมก็เลยชื่อ "ฮิกะรุ" (คันจิ 光 ตัวเดียว)

มีพี่น้องสี่คนงั้นเหรอ?
ครับ ผมเป็นคนลูกคนเล็ก ส่วนพวกพี่ๆเขาจะอายุห่างกับผม ก็เลยโดนเรียกว่าเป็นเด็กที่ถูกตามใจ สำหรับตัวผมเอง เท่าที่จำความได้คือ พี่ชายก็จะพูดเรื่อง "อยากจะใช้ชีวิตอยู่คนเดียว" บ้าง ถึงผมจะเป็นเด็กก็รู้สึกว่าได้ชำเหลืองมองเข้าไปยังโลกของผู้ใหญ่

สมัยประถมเป็นเด็กแบบไหน
ชอบทำอะไรบ้าบอต่อหน้าคนอื่น ช่วงกินอาหารกลางวันก็จะพูดว่า "ดูนี่นะ" แล้วก็กินข้าวและกับข้าวเข้าปากด้วยความเร็วสูง พอกินเสร็จก็จะพูดว่า "อร่อย!" หรือทำให้คนอื่นหัวเราะบ้าง

ฮ่าๆ อยากเป็นจุดเด่นเหรอ?
อืมก็ไม่ถึงขั้นนั้น ที่จริงแล้วเป็นพวกชอบความเป็นกันเอง หรือเล่นกับเพื่อนแค่สองคน

เรียนเต้นมาตั้งแต่สมัยยังอยู่ที่จังหวังมิยะงิใช่มั้ย?
ตั้งแต่สมัยประถมสามครับ ตอนแรกคุณแม่พาไปเข้าคลาส แต่ว่าก็เรียนด้วยความรู้สึกสนุกนะ

ชอบเต้นสินะ
จะเรียกว่าสนุกกับการที่สามารถทำสิ่งที่ทำไม่ได้ให้เป็นได้ล่ะมัง หรือจะเรียกว่ารู้ผลลัพธ์ได้ในทันทีหรือเปล่านะ ผลลัพธ์ก็รู้อยู่แล้วล่ะนะ ถึงจะเป็นการซ้อมเต้นนับสี่จังหวะ แต่พอผมทำมันได้ ผมก็ดีใจและรู้สึกว่า "ต่อไปก็นับ 8 จังหวะล่ะนะ"ผมให้พ่อกับแม่ถ่ายวิดีโอตอนที่ตัวเองเต้นไว้ด้วย คงเป็นความหลงตัวเองล่ะนะ (ฮ่าๆ) อารมณ์แบบร้อง"เย้" ชูสองนิ้ว ในบรรดาวิดีโอเหล่านั้นนั้นมีม้วนนึงส่งไปออดิชั่นด้วย

สนใจวงการบันเทิงเหรอ?

ตอนแรกก็ไม่สนใจหรอกครับ พอดีผมได้รางวัลจากการประกวดไปเรียนเต้นพร้อมเที่ยวที่นิวยอร์ค ตอนนั้นผมไปซื้อวิดีโอของวง NSync ของอเมริกามา พอเอากลับมาดูที่บ้านก็รู้สึกว่า "เท่สุดๆไปเลย ผมเองก็อยากอยู่ในวงแบบนี้บ้าง"

ชอบจัสตินทิมเบอร์เลกที่เป็นนักร้องเหรอ?
เปล่าครับไม่ใช่คนที่อยู่ตรงกลาง แต่เป็นคนที่เต้นอยู่ข้างๆ เป็นแบบนี้ตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว พวกขบวนการยอดมนุษย์ห้าสี ผมจะไม่อยากเป็นสีแดงตรงกลาง แต่ชอบเป็นสีเขียว หรือเหลือง ชอบบทบาทที่คอยช่วยเหลือสีแดงมากกว่า เป็นแบบนั้นมาตลอด

แบบนี้เอง

แล้วก็ตอนนั้นก็ดูรายการมิวสิคสเตชั่นที่Kin-Ki-Kids ไปร้องเพลง โจเนะสึ ผมก็สนใจคาเมะนะชิคุงที่เต้นอยู่ด้านหลังโคอิจิคุง รู้สึกว่า "เท่จัง อยากอยู่ตรงนั้นบ้าง" ก็เลยถามพ่อแม่ว่า "คนจังหวัดมิยะงิก็เป็นเด็กจอนนี่ได้เหมือนกันใช่มั้ย?" ตอนประถมหกผมเลยส่งใบสมัครไปเอง แล้วก็ได้รับโทรศัพท์ติดต่อจากท่านประธานทันที

พัฒนาไปอย่างรวดเร็วเลยนะ
"อยากให้มาเข้าออดิชั่นแล้วหลังจากนั้นจะมีรายการทีวีของพวกเด็กจูเนียร์ จะมาร้องเพลงได้มั้ย" ก็พูดออกมาพรวดๆเลยครับ

ผิดจากที่คาดหวังเอาไว้
ผมได้ออกห่างจากสิ่งที่คาดหวังเอาไว้

เข้าร่วมออดิชั่นเป็นสมาชิกใหม่ของ Ya-ya-yah ใช่มั้ย
ครับ พร้อมกับเทโงชิ (NEWS)และทะมะโมะริ (คิสมาย)

ตื่นเต้นกับการออดิชั่นมั้ย
ผมไม่รู้อะไรเลย เพราะว่าไม่รู้อะไรเยอะเกินไปทำให้ไม่ตื่นเต้น การบันทึกเพลงหลังจากการออดิชั่นั่นแหละครับที่ตื่นเต้น มารู้ว่าได้อยู่ข้างหน้า ผมก็ "เอ๊ะ ต้องร้องเพลงข้างหน้านี้เหรอ?" ทั้งที่ผมสมัครมาขอเป็นแดนเซอร์เต้นแบคอยู่ด้านหลังแท้ๆ พอมาคิดได้ตอนนี้ สิ่งที่ผมคิดมันก็เสียมารยาทกับเด็กจูเนียร์คนอื่นนะ

ตอนนั้นคงเป็นความรู้สึกแบบ Cinderella boy แนวซินเดอเรล่า แล้วก็ได้รับการจับตามองอย่างมากสินะ

คาเมะนะชิคุงมาพูดด้วยบอกว่า "สุดยอดเลยนะ ยังไม่ถึงอาทิตย์ก็ได้จับไมค์ร้องเพลงแล้ว สู้ๆนะ"เวลาเจอพวกรุ่นพี่ทุกคนก็พูดกันว่า "นั่นยะโอะโตะเมะที่เขาพูดกันนี่" รู้สึกออกแนวคล้ายกับแฮรี่พอตตเตอร์

ได้บอกคาเมะนะชิคุงไปมั้ยว่าเหตุที่มาออกออดิชั่นคืออะไร
บอกทันทีเลยครับ ผมบอกว่า "เห็นคะเมะนะชิคุงที่เต้นเพลงโจเนะสึก็เลยอยากเข้าจอนนี่" จากนั้น จำได้ว่าคาเมะนะชิคุงพูดว่า "การพยายามในการเต้นแบ็คด้านหลังเองก็มีความหมายล่ะนะ"

แต่ได้อยู่ในตำแหน่งดีๆ ไม่รู้สึกมั่นใจในตัวเองจนเหลิงบ้างเหรอ
จะว่าไงดี เพราะเริ่มจากถูกเอาใจ ผมเลยสามารถทำอะไรได้โดยมีพื้นฐานความคิดที่ว่า "ต้องพัฒนาไปข้างหน้าให้ได้"แต่ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปก็ลำบากแน่ ด้วยความที่คนรอบตัวก็คิดว่าแค่เรื่องการเต้นกับร้องเพลงผมต้องทำได้อยู่แล้ว ซึ่งผมรู้ว่าผมทำได้น้อยกว่าที่พวกเขาคิดและผมเองก็อยู่ไกลจากที่พวกเขาคาดหวังด้วย

10294488_710295575681105_5886363188799163852_n.jpg

ไอ้เด็กเมืองหลวงนี่มันไม่น่าคบสุดๆเลย
ยาบุคุงบอกว่าความรู้สึกตอนเจอกันครั้งแรกไม่ค่อยดี
ผมเองก็เหมือนกันแหละ (ฮ่าๆ) วันที่เป็นออดิชั่นก็เป็นวันที่ซ้อมถ่ายทำโชเน็นคลับด้วย ผมมองยาบุร้องเพลงจากทางด้านหลัง พอยาบุเขาร้องเพลงจบก็หันกลับมาจ้องที่ผมจากที่ไกลๆ ส่วนตัวของยาบุเองคงจะคิดแค่ว่า "มีเด็กมาใหม่สินะ" เท่านั้นเองแต่ผมดันเห็นเป็นว่าโดนเขาจ้องเขม็งเลยรู้สึกว่า "ไอ้เด็กเมืองหลวงนี่มันท่าทางแย่ ไม่น่าคบสุดๆเลย (ฮ่าๆ)"

ฮ่าๆๆ
หลังจากนั้นผมก็ซ้อมร้องเพลง ยูกิ 100 % แต่ผมตื่นเต้นเอามากจนทำให้ร้องเพลงไม่ออก แล้วยาบุก็เรียกผมไปแล้วพูดกับผมว่า "เดี๋ยวมาร้องพร้อมกัน"แต่เขาก็ไม่สบตากับผมเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะเป็นแบบนี้ผมเลยร้องเพลงไปด้วยความรู้สึกว่าที่เจ้าหมอนี่มาหาเราคงเพราะเป็นเรื่องปกติที่ต้องทำล่ะมั้ง ผมเลยคิดว่า "กะแล้วว่าเจ้าหมอนี่มันไม่น่าคบ ฮ่าๆ" แต่ว่าพวกเราตัวสูงพอๆกันก็เลยได้ทำอะไรด้วยกันบ่อยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบทเรียน การซ้อม และเวลาพักผ่อนก็อยู่ด้วยกันตลอด"

แล้วความรู้สึกต่อยาบุเปลี่ยนไปตอนไหน?

มีไปอัดเพลง Ya-ya-yahที่ทำเป็นปกติทุกอาทิตย์ แต่ตอนนั้นผมยังอยู่ที่จังหวัดมิยะงิ ก็เลยมาซ้อมได้แค่วันเสาร์อาทิตย์ ดังนั้นพอถึงวันจริงก็จะมีแค่ยาบุเท่านั้นที่สอนให้ผมได้ เขาตั้งใจสอนอย่างดีก็เลยรู้สึกว่า "อา ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายสินะ"

ตอนแรกจะลงมาที่โตเกียวได้เฉพาะช่วงสุดสัปดาห์เท่านั้นสินะ
ใช่แล้วครับ

อิโนะโอะคุงเขาบอกว่าตกใจที่ยะโอะโตะเมะคุงเอาดัมเบลใส่ไว้ในกระเป๋าเป้ใบใหญ่ (หัวเราะ)
ผมเอาใส่ไว้แหละครับ (หัวเราะ) เหมือนกับฝึกกล้ามเนื้อเป็นประจำ ผมจะมาได้แค่วันเสาร์อาทิตย์ก็เลยรู้สึกอย่างมากเลยว่าตัวเองจะช้ากว่าคนอื่น ดังนั้นไม่ว่าจะทำวิธีไหนก็ได้ผมต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือเปล่า แต่ก่อนอื่นต้องหาเวลาว่างแล้วก็เอาดัมเบลใส่ในกระเป๋าเป้

10294308_710295612347768_9122536599566063712_n.jpg

เป็นการฝึกสินะ
คนอื่นๆเขามาเข้าฝึกกันวันธรรมดา ผมเกลียดการรู้สึกแบบที่ตัวเองเริ่มมีแต่เรื่องที่ไม่รู้มากขึ้นเรื่อยๆ เกลียดมากเลย ในขณะเดียวกันพอผมก็ดูตัวเองที่ร้องเพลงก่อนหน้านั้นนานแล้วจากทีวีที่บ้านในมิยะงิ ผมจะรู้สึก "เอ๊ะ" บ้าง

สภาพแบบนั้นคงอึดอัดสินะ
มีโทรศัพท์จากท่านประธานว่า "ยู ตอนนี้อยู่ที่ไหน" โทรมาหลายครั้งมาก พอผมบอกไปว่า "อยู่ที่บ้านครับ" ท่านประธานก็จะบอกว่า "บ้านที่ว่านี่ มิยะงิเหรอ? ถ้างั้นก็ไม่ได้ล่ะนะ" ผมร้องไห้ไปครั้งนึง เวลาเดียวกับที่ออก Music station ผมรู้สึกว่า เท่มากเลย ไม่ว่าจะเป็นการวางโครงสร้างหรือลำดับเพลง ผมพูดว่า "ผมเองก็อยากจะทำแบบนั้นบ้างเหมือนกันแท้ๆ" แม่เขาก็พูดออกมาโดยไม่ได้คิดอะไรว่า "นี่เจ็บใจใช่มั้ย" พอเท่านั้นแหละ ผมก็น้ำตาไหลแหมะๆ

มีเรื่องแบบนี้ด้วย
ผมคิดว่า "ถ้าอยู่ที่นี่ก็จะไม่พัฒนาไปข้างหน้า ไม่ก้าวไปข้างหน้าเลยแม้แต่นิดเดียว" ผมอดทนต่ออีกหนึ่งปี จนผมจบมัธยมหนึ่งผมก็ย้ายเข้ามาที่โตเกียว พ่อแม่เขาย้ายบ้านแบบกระทันหันไม่ได้ ตอนแรกผมก็เลยได้ไปอยู่ที่บ้านของพี่สาวที่ไซตามะ ทำให้ผลได้ไปเข้าฝึกวันธรรมดาได้ ผมเลยรู้สึก "เอาล่ะ เท่านี้เราก็ทำได้เหมือนกับคนอื่นแล้ว"

คำพูดว่า "ยินดีต้อนรับกลับบ้าน" ผมเลยไปที่บ้านของไดจัง
หลังจากนั้นปี 2004 ก็เล่นละครเรื่อง คินปาจิเซนเซย์ ปีสามห้องบี สินะ
ตอนที่รู้ผล ผมดีใจมากๆเลย ทั้งที่ไดจังเขาเจ็บใจจนพูดว่า "บ้าชะมัด ฉันเองก็อยากเล่นบ้างนะ"ผมก็ทำตัวร่าเริงพูดอย่างภาคภูมิใจหลายต่อหลายครั้งว่า "ฉันได้แสดงล่ะ !"

เล่นละครเรื่องแรกเป็นยังไงบ้าง
เรียนตั้งแต่พื้นฐานจริงเช่นพวกวิธีการออกเสียง แต่ผมก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองแสดงได้ดีจริงหรือเปล่า ผมเลยไม่อยากกลับบ้าน

ทำไมไม่อยากกลับบ้านล่ะ?

เวลาได้รับคำแนะนำจากกองถ่าย พอกลับไปบ้านพ่อกับแม่เขาที่เขาดูละครที่ออนแอร์ก็จะพูดอะไรหลายอย่าง ถ้าต้องฟังจากทั้งกองถ่ายและทั้งที่บ้านด้วย ผมก็ไม่รู้ว่าจะปิดสวิซท์ตัวเองตรงไหนดี ผมไม่ชอบอะไรแบบนั้นเลย เวลาถ่ายละครเสร็จก็จะไปเที่ยวบ้านไดจังแทบทุกวัน จนไดจังพูดว่า "ยินดีต้อนรับกลับบ้าน" (หัวเราะ) ผมทำท่าอวดดีใส่ไดจังโดยพูดออกไปว่า "คินปาจิล่ะ"แบบนั้นแท้ๆ แต่ไดจังก็กลับดูแลใส่ใจผมเป็นอย่างดี ไดจังไม่ถามเรื่องเกี่ยวกับละครแต่จะถามว่า "วันนี้จะเล่นอะไรกันดี" เขาเป็นคนที่มีจิตใจกว้างมาก ในJump เขาน่าจะเป็นคนที่จิตใจกว้างขวางมากที่สุดก็เป็นได้

ตอนนั้นคิดเกี่ยวกับเรื่องเดบิวไว้ยังไงบ้าง

คิดว่าอยากเดบิวในช่วงระยะต้นๆเลยนะ อืมผมคิดแบบนั้นนะ เพราะผมไม่ชอบการแข่งขัน ช่วงที่เป็นเด็กจูเนียร์ ทุกคนก็สนิทกันดี แต่คงมีความรู้สึกแข่งขันกันอยู่ล่ะนะ ถ้าทำตัวเป็นจุดเด่นก็ถูกอิจฉา ดังนั้นถึงผมจะอยากเดบิว แต่ถ้าได้เดบิวแล้วไม่ใช่ว่าจะต้องไปแข่งกับคนโน้นคนนี้ แต่รู้สึกอยากจะพยายามไปพร้อมๆกันเป็นกลุ่ม ผมรู้สึกว่าจะทำสิ่งนี้ให้เปล่งประกายและอยากเดบิว

แบบนี้เอง
ตัวผมถึงจะเป็นใน Ya-ya-yah แต่จะว่าไงดี ผมเองก็พยายามไม่ไปกระตุ้นหรือผลักดันใคร ถ้าเกิดว่าผมดันพัฒนาไปข้างหน้าก่อน คนรอบตัวก็จะตกใจกันได้ แต่ถ้าผมทำไม่ได้ผมก็จะเป็นตัวถ่วงคนอื่น ดังนั้นผมถึงปรับตัวเองให้เข้ากับจังหวะของทุกคน

แล้วตอนที่ได้รับเลือกให้อยู่ใน Kitty GYM รู้สึกยังไง?
รู้สึกไม่ชอบเอาเสียเลย เพราะYa-ya-yah เองก็สำคัญเหมือนกัน แล้วก็คงโดนมองว่า "อะไรกันเจ้าหมอนี่" หรือว่า "ได้เข้าใกล้ยามะพีล่ะ" ผมไม่ชอบความรู้สึกที่ถูกกดดันเลย แต่คนรอบข้างก็บอกว่า "ทำให้คนเห็นว่าเราเจ๋งไปเลย" และผมก็คิดว่า "อุตส่าห์ได้รับเลือกมาแล้วก็ต้องตั้งใจทำล่ะ"

ไม่ชอบการต่อสู้แข่งขันจริงจังนะเนี่ย

คงเป็นเพราะตั้งแต่เด็ก คนรอบตัวผมทะเลาะกันบ่อย พอเห็นแบบนั้นก็เลยรู้สึกไม่ชอบการต่อสู้การแข่งขันอย่างมาก

เป็นแบบนี้เอง แล้วตอนที่เดบิวแล้วคิดเรื่องเกี่ยวกับ Ya-ya-yah ด้วยใช่ไหม?

นั่นสินะ แต่ว่าพอเห็นเทะโงชิเข้า NEWS ไปคนเดียวแล้วผมคิดว่าตัวเองก็คงยังเป็นจูเนียร์อยู่ คงยังไม่ได้เดบิวหรอก คิดว่าYa-ya-yah คงจะไปรวมกับกลุ่มอื่น ผมคิดภาพไว้แบบนั้น

ฉันดูถ่ายทอดสดวอลเล่ย์บอลแล้ว พยายามเข้านะ!
ปี 2007 ที่ Hey Say 7 รวมกลุ่มกัน คิดยังไง?
กังวลนะ ภาพตอนที่ผมดูรายการมิวสิคสเตชั่นที่มิยะงิย้อนเข้ามาเลย คิดว่า "ผมโดนทิ้งเหรอนี่" ผมสอนเต้นพวกไดจังอยู่บ่อยๆ แม้จะเป็นเวลาออกรายการจริง ผมจะดูจังหวะแล้วผมจะพูดว่า "ตรงนั้นโอเคแล้วแต่ว่าตรงนั้นยัง" อะไรประมาณนี้ ผมรู้สึกมึนไปเลยว่าคนที่ผมสอนนั้นจะก้าวไปข้างหน้าก่อนแล้วสินะ การที่ไดจังก้าวไปก่อนนั้นทำให้ผมรู้สึก "ว้าว"ทึ่งไปล่ะ แต่ผมก็ไม่สามารถไปถามใครได้ว่า "ผมยังมีอะไรที่ไม่ดีพอหรือเปล่า"

หลังจากนั้น Hey!Say!Jump! ก็ตั้งขึ้นมา แล้วก็ได้รับเลือกเป็นสมาชิกในนั้นสินะ

ตอนที่ผมเล่นกับเพื่อนที่เป็นจูเนียร์อยู่ ท่านประธานก็โทรมาถามว่า "พรุ่งนี้จะมีถ่ายโปสเตอร์วอลเลย์บอลนะ" ผมยังไม่เข้าใจทันทีหรอก พอพูดกับเพื่อนว่า "นี่ พรุ่งนี้เหมือนว่าจะมีอะไรสักอย่างเกี่ยวกับวอลเลย์บอลแหละ" เพื่อนก็เลยบอกว่า "เฮ้ย เดบิวไม่ใช่เหรอ ฉันไม่โดนเรียกนะ" แล้วก็กลายเป็นบรรยากาศแปลกๆขึ้นมา ผมก็คิดว่า "เฮ้ยอย่าบอกนะว่า... "

แล้วรู้สึกตัวเมื่อไรว่าจะเดบิว
"นั่นสิ ตอนถ่ายโปสเตอร์ ผมเคยมีประสบการณ์กับ Kitty GYM มาแล้วก็เลยคิดว่าคงเป็นแค่วงเฉพาะกิจล่ะมั้ง พอดูสมาชิกที่มารวมตัวกัน ด้วยความสัตย์จริงเลยนะผมคิดว่าวงนี้ "สมดุลแย่มาก" (ฮ่า) ไม่ว่าจะทั้งอายุและส่วนสูงไม่เท่ากันสักอย่าง

คิดแบบนั้นเหรอ?
ก็เคโตะยังไม่เคยทำงานมาก่อน แล้วก็ไม่มีเด็กที่ผมคุยด้วยเป็นพิเศษเลย ผมเกิดคำถามมากมายเลยว่า "จะทำยังไงกับวงนี้" ท่านประธานก็บอกแค่ว่า "ตั้งใจทำงานนะ" ผมคิดว่า "ดูสีท่าแบบนี้ คงมีเรื่องที่ทำไม่เป็นกันอีกเพียบ แต่จะทำยังไงล่ะ?"

แล้วตอนที่คิดว่าไม่ใช่วงเฉพาะกิจล่ะ เป็นตอนไหน
คงเป็นตอนที่ตกลงกันเรื่องออกซิงเกิ้ลที่สอง วงนี้จะยังมีอยู่ต่อไป ทุกคนก็คิดแบบนั้นเหมือนกันไม่ใช่เหรอ ดังนั้นในตอนแรกยอมรับตรงๆเลยว่ามันไม่ได้รู้สึกเป็นวงเดียวกัน เลยเป็นบรรยากาศที่ต่างฝ่ายยต่างก็ทำอะไรไม่ดีต่อกันออกมาบ้าง หรือส่วนตัวถ้าคิดว่าเก๊กท่าให้ดูดี

ดีใจที่ได้เดบิวใช่มั้ย?
แน่นอนครับ แต่ แน่นอนผมก็รู้สึกไม่ดีกับ Ya-ya-yah ผมเองก็ต้องคิดถึงเรื่องของ Jump ในหัวก็มีเรื่องโน่นนี่ให้ทำเต็มไปหมด แต่พอได้เดบิวแล้วเพื่อนที่เป็นเด็กจูเนียร์ก็ร้องเพลง Ultra Music Power ให้ตอนที่ไปคาราโอเกะกัน เขาบอกกับผมด้วยรอยยิ้มว่า "ฉันดูถ่ายทอดสดวอลเลย์แล้วล่ะ พยายามเข้านะ" นั่นทำให้ผมตัดสินใจได้ในที่สุด

10309351_710295672347762_38474869973288665_n.jpg

เราปีนภูเขาลูกเดียวกันแต่คนละเส้นทาง
พอมาเป็น Jump รู้สึกยังไงกับการเปลี่ยนที่ตำแหน่ง?
ผมกับยาบุชินกับการร้องเพลงในตำแหน่งเซ็นเตอร์ไปแล้ว แต่ทางผู้ใหญ่เขาบอก "จะเปลี่ยนตำแหน่งให้ไปอยู่ด้านข้างนะ ทั้งนี้ก็เพื่อวง" เป็นการสับสวิช์ครั้งใหญ่เลย อืม

เมื่อกี้บอกว่า "คิดว่ายังมีอะไรหลายอย่างที่เมมเบอร์พวกนี้ยังทำไม่ได้" ใช่มั้ย?
ใช่แล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นการเต้น การพูดคุย เรื่องที่ทำไม่ได้ยังมีอีกเยอะเลย

โมโหใส่โอคะโมะโตะคุงบ่อยๆใช่มั้ย
ก็แน่นอนว่าเกี่ยวกับเรื่องเต้นล่ะครับ ผมเข้าใจว่าเขาไม่มีประสบการณ์เลยแม้แต่นิดเดียว และก็รู้ด้วยว่าเขาพยายามอยู่ แต่เป็นเรื่องธรรมดาที่พวกผมทำพวกนี้ได้ จึงต้องขัดเกลาเขาจนกว่าจะให้ทุกคนเห็นภาพที่ดูดีได้ ซึ่งสิ่งนั้นก็คือการเต้น ผมอยากจะบอกให้เขารู้ว่าการที่เขาเต้นได้นั้นคือความพยายามที่แท้จริง

เคโตะคุงเขาขอบคุณนะที่ไม่ทิ้งเขา
การเดบิวคือการที่เราแบกเอาความคิดหลายอย่างของเด็กจูเนียร์ไว้บนแผ่นหลัง ถ้าเต้นไม่ได้ก็ต้องโดนว่าแน่นอนว่า "ทำไมเจ้าพวกนี้ถึงได้เดบิว" เราต้องให้เขาเห็นความเพียบพร้อมของเรา และอยากให้เขาคิดได้ว่า "รู้แล้วว่าทำไมเจ้าพวกนี้ถึงได้เดบิว" และด้วยเพราะความรู้สึกเช่นนี้ ผมก็เลยโมโหอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะผมกับยาบุล่ะนะที่จะโมโหอยู่ประจำ

สองคนรับบทบาทเป็นคนโมโหเหรอ?

นั่นสินะ แน่นอนว่า ตอนที่ผมคิดว่า "มีอะไรแปลกๆนะ"พอผมรีบหันขวับไปมองหน้ายาบุ เขาก็ทำหน้าตาแบบเดียวกับผมอยู่ คงจะคิดเรื่องเดียวกันอยู่สินะ แต่เดิมผมกับยาบุจะโดนเรียกไปสองคนแล้วโดนโกรธอย่างเดียวเลย เช่นว่า "พวกนาย!!" บ้างล่ะ "ตอนที่ MC ทำไมยาบุถึงไม่ตามพวกคอมเม้นต์ ทำไมฮิกะรุไม่ชวนคุยให้มากกว่านี้!"

ทั้งสองคนเคยมานั่งบ่นกันไหม?
ผมคิดว่าคนที่บ่นออกมาไดด้นั้นในอีกความหมายหนึ่งก็แสดงว่าเขามีความมั่นใจนะ เพราะคิดว่าไม่ได้รับคำวิจารณ์อย่างเป็นกลางก็เลยบ่นใช่มั้ยล่ะ? เพราะพวกผมเองก็รู้ตัวว่าพวกเรายังทำไม่ได้ แต่ว่าพวกคนรอบตัวเราเขาก็ยิ่งทำไม่ได้มากกว่า เพราะฉะนั้นพวกผมก็เลยต้องฉุดดึงพวกเขาไว้

แบบนี้เอง
แค่ลักษณะการทำงานของสมาชิกคนอื่นกับพวกผมก็ไม่ตรงกันแล้ว ไม่เหมือนกับเส้นแบ่งว่า "กำลังทำได้" ผมรู้สึกเหมือนว่า "พวกเราจะต้องทำได้นะ!" พอผมมองดูพวกสมาชิกที่ทำงานอย่างสนุกสนานก็เกิดความรู้สึกสับสน การทำงานสนุกก็เป็นเรื่องดี ผมไม่อยากจะปฏิเสธสิ่งนี้นะ แต่ว่าเรื่องที่ต้องพูดก็ต้องพูดออกไป

แล้วเวลาเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นจะทำยังไง?

ถ้าไปแสดงท่าทีไม่ดีใส่สมาชิกทุกคน บรรยากาศก็จะรู้สึกแย่ลงใช่มั้ยล่ะ? ดังนั้นก็จะดุหนึ่งคนไปแรงๆ โดยทำให้บรรยากาศรู้สึกว่า "อา ฉันเองก็ต้องพยายามไม่ให้โดนดุแบบนั้นอีก" เป็นความรู้สึกกำลังบอกอย่างอ้อมๆว่านี่กำลังพูดกับทุกคนอยู่นะ ตอนที่โกรธเคโตะหรืออิโนะโอะจังแต่ในขณะเดียวกันก็เหมือนกับพูดกับสมาชิกคนอื่นด้วยเช่นกัน

ดูแลอย่างดีนะ
เป็นความรู้สึกเมื่อเร็วๆนี้ ผมรู้สึกขอบคุณเคโตะนะ เพราะเขารับบทเป็นคนที่โดนดุ แต่เขาก็ไม่พูดแก้ตัวเลย แถมยังพูดว่า "ขอโทษ" หรือ "เข้าใจแล้ว" คนที่เหลือก็จะรู้สึกได้เองว่า "ฉันก็ต้องทำเหมือนกัน"

ได้ยินว่าตอนนั้นเวลาส่วนตัวก็ไปเที่ยวกับเคโตะคุงบ่อย

ใช่ครับ โดยเฉพาะช่วงนี้ไปด้วยกันบ่อย เราพูดคุยกันแล้วเคโตะก็บอกว่า "ฉันเล่นบิลเลียดได้นะ" ผมก็เลย "เอาล่ะมีจุดที่เราไปด้วยกันได้แล้ว!" เราสองคนไปเล่นบิลเลียดด้วยกันหลายครั้ง ฝีมือพอๆกัน ก็เลยสนุกที่เราจะผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ตอนนั้นถ้าเป็นเรื่องเพลงหรือเรื่องเต้นเคโตะไม่มีทางชนะผมได้แน่นอน ถ้าเป็นตอนนี้ก็มีเรื่องที่ผมชนะอยู่เยอะ ดังนั้นถ้าผมพยายามเรื่องบิลเลียด แล้วเอาชนะเคโตะได้ก็คงจะเป็นความรู้สึกประสบความสำเร็จหรือพึงพอใจ ถ้าเอาไปใช้กับการทำงานให้ดีขึ้นก็ดี

สมัยละครเรื่อง "โกะกุเซ็น" ทะคะคิคุงเขารู้สึกว่าห่างหายจากวงใช่ไหม?
อา มีเรื่องแบบนั้นอยู่เนอะ จะว่าไงดี เขามีไฟในการทำงานเยอะแท้ๆแต่กลับรู้สึกหมดไฟไปแล้ว

เอาวิตามินบำรุงให้ทะคะคิคุงโดยไม่พูดอะไรใช่ไหม?
ตอนที่ผมดู music station ที่มิยะงิเองก็เคยรู้สึกว่ามีเรื่องที่ต้องทำเต็มไปหมด ตอนที่เป็น Kitty GYM ก็เคยคิดเหมือนกันว่า "ถ้าเป็นคนที่ไม่ใช่เราก็คงดี" ยูยะน่าจะรู้สึกดีใจที่ตัวเองได้แสดง"โกะกุเซ็น" แล้วก็รู้ว่าเขาคงมีความกังวลเป็นไม่รู้กี่เท่า จะว่าไงดี รู้สึกเหมือนกับมองเห็นตัวเองสมัยก่อน ผมอยากจะบอกเขาว่า มันจะไม่จบแค่นี้ ถ้าก้าวผ่านตรงนี้ไปได้มันยังมีอะไรบางที่รอเราอยู่

ไม่โกรธที่เขาหมดไฟเหรอ?

ผมจะโกรธถ้าไม่มีความตั้งใจทั้งที่สดใสร่าเริงดี แต่ว่ายูยะเขาเหนื่อยและเป็นทุกข์จากก้นบึ้งของจิตใจ ถึงผมจะโกรธเรื่องที่เขาหมดไฟ ก็มีแต่จะไปทำให้จิตใจเขาพังออกเป็นเสี่ยงๆเท่านั้น

ช่วงเวลาเดียวกัน ดูเหมือนยาบุคุงที่มีทะคะคิคุงเป็นคนรู้จักแค่คนเดียวแต่ก็ไปรวมทีมกันเล่นโบว์ลิ่งกับพวกทีมโกะกุเซ็น มีวิธีดูแลที่แตกต่างกันออกไปสินะ

ผมกับยาบุคนละแนวกันเลย ดังนั้นเวลาพวกแฟนๆเรียกเราว่า "ยะบุฮิกะ" ในตอนแรกผมรู้สึกว่า "นั่นมันอะไรน่ะ"พวกเราไม่เหมือนกันสักนิด แต่เพราะคนละแนวกัน ผมคิดว่าก็มีเรื่องที่สามารถทำกับยะบุออกมาได้ดีเหมือนกัน

ตอนแรกความประทับใจที่มีต่อกันไม่ค่อยดีนี่นะ(หัวเราะ)
ใช่ไหมล่ะครับ (หัวเราะ) แต่ถึงเราสองคนจะคนละแนวกัน แต่ก็เราต่างก็คิดเรื่องที่ว่าจะทำอย่างไรเกี่ยวกับวงนี้ตลอดเลย จะเรียกว่าเป้าหมายสุดท้ายของเราเหมือนกัน ถึงจะปีนขึ้นเขามาคนละทางแต่รู้สึกว่าสิ่งที่เราต้องการนั้นเหมือนกัน พวกแฟนๆที่รู้สึกถึงความสัมพันธ์แบบนั้นของพวกเราคงเรียกว่า "ยะบุฮิกะ" ล่ะมัง อืม ผมคิดว่าพวกแฟนเขามองเห็นเรื่องของพวกผมบ่อยๆนะ

เพราะตัวตนของทั้งสองคนเลยทำให้ความสัมพันธ์ใน Jump แน่นแฟ้นขึ้นสินะ
ผมว่าตัวตนของไดจังนั้นยิ่งใหญ่กว่าผมมาก เขาสนิทกับทุกคนในฐานะเพื่อน แต่ในฐานะของวงความรู้สึกที่ว่ามาพยายามไปด้วยนเถอะยังมีไม่มาก ปีที่ละคร"โกะกุเซ็น"ออกอากาศ ในวันเกิดของทะคะคิ ไดจังไปชวนสมาชิกทุกคนของ BESTทีละคน แล้วก็บอกว่า "ทะคะคิ วันนี้เป็นวันเกิดนะ ไปกินข้าวกันเหอะ" พอไปถึงร้านก็เป็นอารมณ์แบบว่า "เอ๊ะ พวก BEST อยู่กันครบเลยนี่"การรวมตัวคราวนั้นสนุกมาก ด้วยเหตุนี้ เลยกลายเป็นความรู้สึกว่า เรามารวมพลังกันให้มากกว่านี้เถอะ ไม่ว่าจะเป็นตอนซ้อม ก็อยากให้พูดคุยกันว่า "ทำแบบนี้อีกสิ"หรือว่า "อันนี้ทำได้ไม่ใช่เหรอ"บวกกับพวกเซเว่นเองก็ถูกดึงให้มาเข้าร่วมกับการทำงานแบบนี้เหมือนกัน เรียกว่าพวกเราได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกันในฐานะที่เราอยู่วงเดียวกัน

10274093_710295659014430_4442767692569107763_n.jpg

10403439_710295749014421_1902891386505318716_n.jpg

ตัวผมเองอาจะเป็นแฟนตัวยงก็ได้นะ
ตอนที่จิเน็นคุงแสดงละครเรื่อง "องเมียวจิยะเอะโยะโกะโซะ" ก็ไปพูดฝากจิเน็นคุงกับนิชิกิโดคุงไว้ก่อนใช่มั้ย
ใช่ ตอนผมแสดงเรื่องคินปาจิ เพราะผมได้โฟกัสกับเทคนิคการแสดงมากมาย บรรยากาศในกองถ่ายก็ดีมาก ผมรู้ว่าจิเน็นเขาเป็นเด็กขี้อายดังนั้นผมคิดว่าสิ่งที่ตื่นเต้นที่สุดคงเป็นการอยู่กับนิฌิกิโดคุง ผมเลยบอกกับเขาว่า "ฝากจิเน็นด้วยนะครับ"

จิเน็นคุงเป็นคนขี้อายนี่เอง
ทุกคนบอกว่าจิเน็นเป็นคนมีพรสวรรค์ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ทำได้หมด แต่เขาก็ต้องมีเรื่องที่ไม่ถนัดอยู่ล่ะ ตอนที่เล่นโหนชิงช้ากลางอากาศก็เหมือนกัน เขาทำทีท่าว่า "ของแค่นี้สบายๆอยู่แล้ว" แต่เพราะผมรู้ว่าก่อนจะเป็นแบบนั้นเขาก็ฝึกโหนบาร์และทุ่มเทมาก เป็นพรสวรรค์แต่ก็มีความทุ่มเทพยายามด้วยเช่นกัน

แล้วยะมะดะคุงล่ะ เขาเป็นยังไง

ยะมะดะน่ะตอนที่เป็นเด็กจูเนียร์ที่เขายังยืนอยู่ด้านหลังสุดๆ จนเขาก้าวมายังด้านหน้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาตั้งใจกับการเต้นมาก ผมกับยะบุก็คุยกันว่า "ยะมะดะนี่ดีนะ" แต่จะว่าไงดี ยะมะดะเองก็สอนอะไรผมหลายอย่างเหมือนกัน

สอนเหรอ?
ในตอนแรกผมคิดว่าทำตัวสดใสเป็นเรื่องดี แต่แน่ว่าก็ต้องมีตอนที่ทุกคนวางมาด เช่นส่งวิ้งค์ให้บ้าง หรือใส่เฉพาะเสื้อสีดำบ้างล่ะ ความรู้สึกเช่นนี้ในช่วงเวลาหนึ่งถ้ายะมะดะไม่อยู่ผมก็จะรู้สึก "มีอะไรที่มันไม่ใช่อยู่นะ"ผมก็เลยรู้ว่าพวกแฟนๆชอบอะไรแบบนั้น ก็เลยได้เรียนรู้ด้วย ผมรู้สึกว่าเขาสอนให้ผมรู้ว่าแต่ละคนก็มีสิ่งที่ทำได้แตกต่างกันออกไป

คอยดูพวกเมมเบอร์และคิดด้วยนะ
ดันเอาแต่มองพวกเมมเบอร์ (หัวเราะ) เผลอดูมากไปด้วยซ้ำทำให้ตอนนี้ก็ยังโกรธอยู่บ้าง แต่บางก็โดนบอกเหมือนกันประมาณว่า "ฮิกะรุคุง ท่าเต้นตอนนั้นมันดูแปลกๆนะ" ผมก็จะ "อา ขอโทษนะ" เป็นแบบนี้ไป ก็แหงล่ะผมเป็นสีเขียวไม่ใช่สีแดงนี่นา มีความรู้สึกที่ทำตัวเห่ยเหมือนกันแหละ(หัวเราะ)

ฮ่าอ่าๆ ความรักเมมเบอร์อย่างท่วมท้นนี่มาจากไหนกัน
อา มันมาจากการที่ทำงานกับเมมเบอร์แล้วสนุกต่างหากครับ เพราะว่าสนุกผมเลยรู้สึกว่า "อยากทำงานในวงนี้ตลอดไป" เรียกว่าถ้าทุกคนคิดแบบนั้นก็ดีนะ ตัวผมเองล่ะมั้งที่เป็นแฟนตัวยงของจั้พม์

เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมไปเลยนะ
น่าจะแบบนั้นล่ะนะ!? เป็นเรื่องเกี่ยวกับชื่อผมในตอนแรกไง ผมเคยถามพ่อกับแม่ ว่าทำไมต้องชื่อว่า "ฮิกะรุ" เขาบอกว่า "เพราะอยากให้เป็นโคมไฟส่องสว่างให้กับคนรอบข้างไง" ก็เลยคิดว่าเป็นชื่อที่ดี ไม่ใช่เพื่อส่องประกายให้กับตัวเอง แต่ว่าเป็นแสงสว่างที่ส่องสว่างให้กับคนอื่น

แบบนี้เอง ยะโอะโตะมะคุงตัดสินที่จะใช้ชีวิตอยู่ในวงการนี้เป็นช่วงเวลาไหน?

ตอนไหนกันนะ คงจะเป็นตอนที่ย้ายมาอยู่ที่บ้านพี่สาวล่ะนะ เป็นช่วงที่พี่สาวผมเขาแต่งงานแล้วเพิ่งคลอดหลานพอดี แค่นี้เขาก็ลำบากจะแย่แล้ว แต่ก็มีเด็กอีกคนนึงเพิ่มเข้ามา ตอนที่ผมตื่นมากลางดึกก็ได้เห็นสภาพการใช้ชีวิตของสามีภรรยา

เป็นการใช้ชีวิตแบบไหน
พี่สาวก็ดูแลหลาย ส่วนพี่เขยก็ช่วยงานบ้าน เพียงชั่วแวบที่เห็นพบก็รู้สึกเลยว่า "ต้องตอบแทนพระคุณให้ได้" ต้องทำให้เขาคิดว่าโชคดีที่ได้ผมมาอยู่ที่นี่ในวันนั้น

มีเรื่องแบบนี้ แสดงว่าความคิดก็เป็นผู้ใหญ่ตั้งแต่สมัยก่อนเลยนะ

ในใจผมบางทีก็คิดว่าการที่พี่สาวทำกับข้าวให้ผม ไปรับไปส่งผมที่สถานีรถไฟตอนทำงานเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ใหญ่เขา แต่พอมาคิดทบทวนดีๆแล้ว มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย เขาต้องทนลำบากเพื่อสนับสนุนผม ตอนนี้เวลามองไปรอบๆ ผมได้รับความช่วยเหลือจากคนจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นเมมเบอร์ หรือทีมงาน และเหนือสิ่งใดคือแฟนคลับทุกคน ดังนั้นผมรู้สึกอยากตอบแทนทุกคนให้ดี

ความฝันในวันนั้น ไปสู่โลกที่สดใส

ยะโอะโตะเมะคุงเอง หรือว่าจั้มพ์เองก็มีเรื่องราวมากมายเลยนะ
พวกผมมีเรื่องมากมายจนให้พูดตรงนี้คงไม่หมดหรอกครับ แน่นอนว่าตอนที่วงคิสมายได้เดบิวแล้ว พวกผมเป็นกังวลกัน พวกเขาเต้นก็เท่ ตลก แล้วก็เล่นโรลเลอร์สเก็ตได้ด้วย จำนวนคนตอนเดบิวก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนมากมาย จะว่าไงดีผมรู้สึกว่าพวกผมเดบิวจากสิ่งที่พวกผมมีและยังมีความคิดแง่บวก จะเรียกว่าเป็นความสดชื่นไม่ก็เป็นจำนวนคนที่มีเยอะ พอคิดว่าพวกเรามีอาวุธเฉพาะตัวของพวกเราหลายอย่าง แต่จริงๆแล้วก็ได้รู้ตัวว่าไม่ได้มีอะไรสักอย่างเลย

นั่นคือความกังวลสินะ

ใช่แล้ว เพราะฉะนั้นทุกคนก็เลยคิดว่ามาสร้างอาวุธที่ไม่มีทางแพ้ใครเพียงแค่อย่างเดียวก็ได้กันเถอะ เป็นคำตอบที่ง่ายๆมาก นั่นคือ "มาสร้างความพร้อมเพรียงในการเต้น"

แบบนี้เอง
เหมือนกับขัดเงาอาวุธเพียงหนึ่งเดียว เพียงแค่สร้างความพร้อมเพียงในการเต้นก็ใช้ซ้อมอย่างหนักเป็นเวลาประมาณสองปี ช่วงนี้มีหลายคนพูดเรื่องการเต้นของพวกเรา ในที่สุดเราก็ได้อาวุธมาหนึ่งอย่างแล้วล่ะมังนะ แน่นอนว่าการเต้นให้พร้อมเพรียงนั้นก็อาจจะลดความโดดเด่นของแต่ละคนไปหรือเปล่าทำให้รู้สึกเป็นกังวล แต่ว่านะ พวกผมก่อนหน้านี้ ก็มีเวลาขัดเกลาแต่ละคนที่แตกต่างกันออกไป พอมาคิดดูตอนนี้ว่าจะสิ่งนั้นเป็นยังไงกันนะ แต่เพราะเรามีช่วงเวลาเหล่านั้น ตอนนี้ถึงจะเต้นพร้อมเพรียงกัน แต่ก็มองเห็นแต่ละคนได้ ไม่ได้กลบความโดดเด่นกันไป เป็นคำพูดที่ธรรมดานะแต่มนุษย์เราก็ไม่มีอะไรที่ทำแล้วเปล่าประโยชน์หรอก

ตอนนี้มีเป้าหมายของวงหรือเปล่า
ก็คงไม่ใช่ถึงขั้นวงสแมป แต่ไม่ว่าเมมเบอร์แต่ละคนจะทำงานในเวทีไหน ทกคนก็ตั้งใจทำงานนั้น เมื่อถึงเวลาพวกเรามารวมตัวกัน ก็อยากให้คนเขามองว่า "วงนี้เป็นวงที่ยอดเยี่ยม" สิ่งนี้เป็นเป้าหมายตั้งแต่เริ่มตั้งวง ตอนนี้เองก็ไม่เปลี่ยน

มีเป้าหมายส่วนตัวมั้ย
ผมน่ะนะ คิดว่าสักวันอยากจะโปรดิวซ์ Jump นะ ตัวผมจะอยู่บนเวทีหรือไม่อยู่ก็ได้ ผมอยากสร้างเวทีและอยากสนับสนุนสิ่งที่เมมเบอร์อยากทำ ผมอยากจะยืนในตำแหน่งแบบนั้น เพราะว่าผมรู้เรื่องของ Jump ดีกว่าใคร

อยากเป็นแสงสว่างที่ส่องประกายให้กับJump นี่เอง
ใช่แล้ว จั้มพ์ในตอนนี้กำลังเติบโตขึ้นอย่างมาก ผมรู้สึกทั้งเติบโตเองและทำให้มันเติบโต สิ่งนั้นคงเป็นเรื่องของความรู้สึก ผมหลงใหลกับการรวมวง ตอนนี้ได้มารวมวงแล้วจริงๆ แล้วก็เป็นวงที่วิ่งไปสู่ความฝันของทุกคนซึ่งเป็นภาพที่ผมวาดฝันไว้สมัยเป็นจูเนียร์ ผมคิดว่าถ้าเป็นจั้มพ์แล้วคงจะคิดได้ว่าจะต้องเปล่งประกายกว่านี้

10294437_710295799014416_6872472414594088758_n.jpg

ผมหลงใหลปลื้ม "คนที่เต้นอยู่ด้านข้าง" แต่ว่าผมก็เดินทางจากจังหวัดมิยะงิ การได้มายืนในตำแหน่งตรงกลางกลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผมไป จนกระทั่งได้ขึ้นเวทีเดบิว ผมมอบตำแหน่งตรงกลางให้และจากนั้นมาก็คอยมองดูเหล่าพวกพ้องจากด้านข้าง เด็กหนุ่มที่ "เกลียดการแข่งขัน" มีความเข้มแข็งโดยรับหน้าที่เป็นตัวร้าย เพื่อจะทำให้ Jump อันเป็นที่รักมากที่สุดเปล่งประกายกว่านี้

แปลยากเอาเรื่องเลย แปลเหนื่อยมาก เพราะไม่ชินกับการใช้คำของฮิกะรุเลย แปลผิด งงตรงไหนบอกกันหน่อยนะคะ หน้าไมค์หลังไมค์ได้หมดค่ะ

ชอบจัง ฮิคเป็นเด็กที่มีความมุ่งมั่นและทุ่มเทให้วงมาก สนับสนุนเด็กๆกันต่อไปนะคะ

COMMENT

การใช้คำเป็นแบบไหนอ่าาในความรู้สึกแบบคนไทยเวลาพูดอ่ะค่าาา #แฮ่ๆๆเค้าอยากรู้~~

Re: ไม่มีหัวข้อ

> การใช้คำเป็นแบบไหนอ่าาในความรู้สึกแบบคนไทยเวลาพูดอ่ะค่าาา #แฮ่ๆๆเค้าอยากรู้~~

โอ้ว แปลนานแล้วค่ะ ลืมๆไปบ้างแล้ว 55555 แต่เหมือนฮิคจะใช้คำสั้นๆ ตัดประโยคเยอะอ่ะค่ะ อ่านแล้วบางทีงงๆ

EDIT COMMENT

ข้อความส่วนตัว

ค้นหา
แบบฟอร์มขอเป็นเพื่อน